Tanchanok's profile"=-StOrY Of My LiFe-="PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/5/2008

    สิ่งที่ไม่คาดคิด

    โอ้วพระเจ้าจอรช์เป็นคำเดียวที่พูดได้ในตอนนี้หลังจากที่ห่างหายจากสเปสไปนาน มาก ไม่สินานโคตรตอนนี้เรื่องราวชีวิตฉันก็ถือว่าback upไปหนึ่งปีเต็มๆ แถมวันนี้เข้ามาดูมีคนมาเยี่ยมชมอาทิตย์นี้ถึงสี่สิบกว่าคน ไม่ได้แล้วๆ เราต้องทำการเผาตัวเองต่อซะแล้วก่อนที่จะลืมเรื่องราวดีๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นไป เอาเป็นว่าเรามาต่อกันจากคราวที่แล้วเลยดีกว่า หลังจากวันblack fridayของปี2007 ฉันก็ได้พบกับเพื่อนสมัยวัยเยาว์ของฉันอีกครั้ง ปรากฎว่าเพื่อนคนนึงที่ชื่ออีม่าที่เคยเรียนตอน5th gradeด้วยกันมานั่นเองได้มาเรียนมหาลัยเดียวกับฉัน วันนึงหลังวิชาศิลปะเราจึงกินข้าวเย็นนั่งคุยกันยกใหญ่ เรื่องราวสมัยก่อนเล็กๆน้อยๆมากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวเราอย่างไร้สาเหตุ เราทั้งสองคนรู้สึกดีใจไม่แพ้กันที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
     
    ถึงช่วงเดือนธันวาอากาศก็เริ่มหนาวขึ้น จนบางทีมันไม่มีกะจิตกะใจจะออกไปไหนเลย บวกกับการขับรถในหิมะนั้นไม่ต้องพูดถึง วันนี้เป็นวันที่2ธันวา เกรกได้ชวนฉันไปกินกาแฟที่coffee gardenไม่รู้ว่ามันเป็นลมอะไรแต่ไม่รู้อะไรพาฉันไป ขับรถถ่อไปถึงไนเมืองเพื่อไปพบเพื่อนเก่า และรับรู้ว่ายังมีคนเป็นห่วงและสนใจสารทุกข์สุขดิบของเราบางดีก็ทำให้เรามีความสุขในใจลึกๆอยู่ไม่น้อย
     
    มาถึงตอนนี้ฉันกับพี่เบียร์ก็ยังติดต่อกันอย่าปรกติ อาจจะลำบากบ้างที่เค้าก็ไม่สามารถโทรหาฉันได้ และฉันก็ไม่สามารถที่จะโทรไปหาเค้าได้ตามใจชอบเช่นกัน ก็ได้แต่ให้เค้าส่งเมล์มาบอกว่าโทรได้เวลาไหนวันไหนโดยที่ฉันและเค้าไม่รู้เลยว่านอกจากฉันและเค้าที่อ่านเมล์นั้น ยังมีคนอื่นอีกที่หมั่นเข้ามาเช็กเมล์ของเรา... หลายครั้งที่ฉันก็รู้สึท้อใจ กับระยะทาง และการเข้าไปยุ่งเกี่ยวระหว่างเค้าและแฟน ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตามที่ฉันตัดสินใจจะเลิกกับเค้าเค้ามักยื้อฉันไว้เสมอด้วยประโยคที่ว่าเค้าจะเลิกกกับแฟนแล้ว ยกตัวอย่างมาจากเมล์ฉบับหนึ่ง
    From: tierapon jungsakunwattana (duffy_duc_k@hotmail.com)
    Sent: Mon 12/17/07 12:29 AM
    To: Tanchanok Chuprajak (mnanath@hotmail.com)
    พี่ไม่ว่าอะไลหนูนะแต่ทุกวันนี้พี่ก็ทะเลาะกะแฟนพี่ทุกวันเลยจะเลิกกันหลายครั้ง
    พี่แฟนพี่จะเลิกกะพี่ละเข้าให้เวลาพี่2เดือนแต่มันก็จะผ่านไป1ละ
    พี่ก็แอบคิดในใจว่าอยากให้มันเกิดเร็วๆพี่จะได้ให้หนูทำอะไลตามที่หนูอยากจะทำ
    ทุกวันนี้ใจพี่ก็คิดหาวิทีทุกอย่างที่จะมาออนเอ็มให้หนูโทรมาหาพี่
    พี่อย่ากบอกหนูว่าพี่โคตรคิดถึงหนูเลยอยากให้หนูกลับมาเร็ว
    ปล.พิมไปพิมมาพี่จะร้อง...พี่จำวันเกิดหนูได้ละ
    หนูอยากจะทำอะไลก็ทำได้พี่ไม่ว่าหนูหรอกแต่พี่อยากให้หนูคิดดีๆนะ
    ก่อนที่อะไลมันจะสายเกินไป
    พี่ไปละพี่ที่ทำงานโทรมาตามละ
    รั........กหนูนะพี่ไปร้อง...ละ
     
    เพราะเหตุนี้เองทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดขึ้นมาใหม่ซึ่งคิดว่าคนส่วนมาก97.9%ก็ต้องทำเหมือนฉันก็คือ ปล่อยมันไป ให้เวลามันผ่านไปเพราะฉันเองก็อยู่ที่นี่ไม่สามารถทำอะไรได้ และไม่อยากไปยุให้เค้าเลิกกับแฟนเค้า จึงคุยกันเรื่อยๆต่อไปโดยไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร และก็ไม่ได้คิดจริงจังอะไรไปด้วยเพราะใครที่ไหนจะทิ้งแฟนที่มีอยู่ข้างๆตัวเองมาหาคนที่ไม่ได้เจอกันเกือบปีที่แถมอยู่ห่างกันครึ่งโลก
     
    พักกับเรื่องเครียดๆกันบ้างแล้วมาดูอะไรศิลป์ๆกันบ้างดีกว่า ในวันพ่อนั่นเองที่ฉันขับรถถ่อขึ้นภูเขาที่เกลียดที่สุดในชีวิตขึ้นไปบนmeseumบนu ถ้าไม่ใช่เพราะรักหรือชอบหรือหลงอะไรสักอย่างให้คอขาดบาดตายยังงัยฉันก็ไม่ขึ้นมาบนนี้ใครๆก็รู็ วันนี้ที่มาถึงนี่ไม่ใช่เพราะอะไร ไม่รู้เป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นโชคชะตาฟ้าลิขขิตอะไรมันต้องมีคนมาจัดนิทรรศการนี้อาทิตย์นี้ปีนี้พอดีเพราะถ้ามันมาเร็วกว่านี้หรือสายกว่านี้ไปสักปีฉันก็คงไม่ได้เข้ามาดูผลงานเหล่านี้แน่นอน Andy Warhol Image Hosted by ImageShack.us เป็นใครคนนึงที่ฉันไม่เคยรู้จัก เพียงแต่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เองที่พี่เบียร์บอกว่าชอบแนวอย่างนี้ พูดถึงเรื่องศิลปะช่วงนี้ฉันเองก็ได้เรียนวิชาสีน้ำมันอยู่จึงได้มีเรื่องคุยกับพี่เบียร์ทางด้านนี้อยู่มากพอสมควร หลายครั้งที่ฉันต้องอยู่หลังวิชาจบลงแล้วซึ่งปรกติแล้วก็เลิกดึกอยู่แล้วด้วย บางทีก็มีเพื่อนอยู่ด้วยบางทีฉันก็นั่งวาดรูปอยู่คนเดียว แล้วห้องเรียนก็ไม่ใช่ที่ไหน มันอยู่บนหอคอยเลยจริงๆ บรรยากาศบางวันก็ชวนขนหัวลุกไม่เบา แต่ก็ดีที่ส่วนมากฉันมีโอกาศได้คุยกับพี่เบียร์ไปด้วย ทำให้ศิลปะของฉันที่ออกมากมันมีเบื้องหลังของความน่าสนใจอยู่มากมาย จนตอนจบวิชาอาจารย์ได้ขอเอารูปของฉันไปทำเป็นสไลด์เอาไว้โชว์ให้นักเรียนเทอมต่อๆไปดูด้วย
     
    มาถึงวันที่สิบธันวานับเป็นการเริ่มต้นอะไรใหม่อีกอย่างนึงหลังจากที่ฉันได้เริ่มปลีกตัวออกมาจากไทยสยาม พี่มลได้พาฉันมาทำงานที่ใหม่ simply thai ตอนนี้วันของฉันก็ดูเหมือนจะเป็นวันเดิมๆทุกๆวัน ฉันไปเรียนกลับบ้านนอนเล่นอีกนิดแล้วก็ไปทำงานสาย ทำงานไปนั่งมองนาฬิกาไป แค่ถึงสองทุ่มฉันก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว บางวันฉันก็ต้องทำงานกับคนที่ไม่getอะไรเลย การที่ฉันได้ทำงานมาห้าปีกับคนที่ทำงานเป็นพอมาเจอที่no ideaแบบนี้บางที่ก็ต้องทำเหมือนกับเราอยู่ในโลกของตัวเองไป แต่บางทีและหลายๆทีที่ของก็ขึ้นอยู่เหมือนกัน และแล้วก็มาถึงวันเสาร์ธรรมดาวันนึงตอนเกือบสิ้นปี เหนื่อยและรำคาญจากเพื่อนร่วมงาน เมื่อมาถึงเวลาใกล้ร้านจะปิดฉันก็ชะเง้อคอมองว่าเมื่อใหร่หิมะที่กำลังโปรยลงมาอย่างช้าๆมันจะหยุดตกสักที แล้วฉันก็หลับตาลง เกือบจะถึงจุดผลอยหลับพอดีฉันก็โดนปลุกให้ตื่นโดยเสียงเปิดของประตูดังวืบ ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างslow motionพร้อมกับด่าลูกค้าที่กำลังเดินเข้ามาอยู่ในใจว่า"เข้ามาทำไมฟระ ตรูกำลังพักสายตาก่อนร้านปิด" ฉันชะโงกหน้าผ่านต้นคริสมาสต้นใหญ่กว่าควาย เพื่อไปทักลูกค้าพร้อมๆกับหยิบเมนู และทันใดนั้นเองปากของฉันก็แทบจะอ้าค้าง สมองและร่างกายเริ่มสะเปะสะปะไม่เป็นทิศเป็นทาง(จำได้ว่าเหตุการณ์อย่างงี้เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อฉันจะข้ามถนนทองหล่อที่กว้างใหญ่) ภาษาที่กำลังจะหลุดออกมาจากปากเกือบจะไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์ฟังรู้เรื่อง และแล้วคำที่ใช่ใตร่ตรองกลั่นกรองและใช้เวลานานมากก๋ผ่านออกจากปากฉัน "กี่คนคะ" ฉันถามทั้งที่ตัวฉันเองไม่รู้สึกเลยว่า รำคาญ ดีใจ ตื่นเต้น หรืองงๆ งวยๆ หลังจากที่ยืนจ้องเค้าอยู่นานแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเห็นพวกเค้ามาจากที่ไหนนะ โดยเฉพาะผู้ชายคนหนึ่ง ฉันจะไม่งงอีกต่อไป "เอ๊ะนี่เราเคยเจอกันที่ไหนนรึเปล่าคะ" เสียงที่เค้าตอบออกมานั้น ปนหัวเราะนิดๆเหมือนกับฉันเป็นผู้หญิงที่ความจำสั้นมากๆ "ที่ชานนท์งัยครับ" ฉันชะงักเอ๋อไปสักพักนึงก่อนที่จะพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะ คำถามมากมายผ่านเข้ามาในหัวฉันและแน่นอนความยางอายก็ไม่มีเหลือแล้ว คำถามมากมายหลุดออกมาจากปากฉัน(ประมานว่าสี่ปีจะมีหนที่จะมีผู้ชายไทยอายุไม่ห่างไกลกันเกิดสิบปีหลงทางมาให้ฉันเป็นคนเสริฟบ้าง) ฉันถึงขั้นไปลากเก้าอี้มาจากโต๊ะข้างๆเพื่อมานั่งซักถามยังกับกำลังสอบปากคำผู้ต้องหา แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้ชายคนเนี๊ยเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน ไม่ใช่แค่ที่ชานนท์ที่เดียว ไม่รู้เป็นเทคนิคทางด้านไหนแต่วันนั้นฉันเขียนเบอร์โทรศัพท์ฉันให้สองหนุ่มนั่นไปอย่างรวดเร็ว จิงๆแล้วคือเค้าเอางานมาล่อ("เดี๋ยวจะไปลองถามพี่ปอดูนะครับแล้วจะโทรไปบอก") แหม่มันเนียนซะจริงๆ
    ฉันให้เบอร์โทรศัพท์ของฉันไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า(อีกแล้วหรือนี่) ผู้ชายหน้าตาคุ้นๆของฉันคนนี้จะมีอะไรมากกว่านั้นที่จะทำให้ฉันและเค้า เริ่มต้นอะไรที่ไม่คาดคิด
    7/8/2008

    กลับมาอีกครั้ง

    ก็คงจะไม่มีเหตุการณ์อะไรมากมายเกิดขึ้นหลังจากวันที่11สิงหาคม นี่ก็จวนจะถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องกลับเมกาอีกครั้ง เรี่ยวแรงและแรงบันดาลใจทั้งหมดฉันก็คงต้องทิ้งเอาไว้ที่นี่ รอคอยวันที่ฉันจะได้กลับมาอีกครั้ง ในคืนก่อนหน้าวันเดินทางนั้นเองช่างเป็นวันที่ยากที่สุดในชีวิต ฉันล้มตัวลงนอนและไม่ทันไรพี่เบียร์ก็โทรมา ถ้าวันไหนที่เค้าไปทำงานที่ไอซ์บาร์เค้ามักจะออกมาโทรหาฉันอยู่บ่อยๆ และครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกันบนแผ่นดินผืนเดียวกัน...อย่างน้อยก็อีกนาน บรรยากาศการสนทนาของเราเต็มไปด้วยเสียงที่เราพยายามจดจำและบันทึกเอาไว้ หลังจากที่คุยกันได้อยู่นานพอสมควรก็ถึงเวลานั้นที่เราจะต้องวางสาย ถ้อยคำพูดของเราเริ่มช้าลงและเบาลง เกือบไปแล้วที่ฉันจะกดวางสายหลังจากที่เราได้เงียบกันไปชั่วครู่นึง ถึงแม้ฉันจะจำคำพูดทั้งหมดในการสนนานั้นไม่ได้ แต่มีอยู่ประโยคนึงที่ฉันจะไม่มีวันลืม ประโยคที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดระยะเวลาสามเดือนที่เราคบกัน "หนู"พี่เบียร์พูดขึ้น"คะ"ฉันตอบ "พี่รักหนูนะ" ฉันพูดไม่ออก ทำไมเค้าถึงพูดคำนี้ ตอนนี้ แล้วทำไมน้ำเสียงมันช่างจริงใจเหลือเกิน "หนูก็รักพี่ค่ะ" ฉันตอบแบบแทบจะไม่มีเสียง ไม่เคยมาก่อนที่ฉันจะได้ยินน้ำเสียงแบบนี้จากผู้ชายคนไหน ฉันหลับตาลงพร้อมกับประโยคนั้นวนเวียนอยู่ในหัว ทั้งยิ้มทั้งน้ำตาและฉันก็หลับไป ตอนนั้นฉันก็แค่คิดว่าพี่เบียร์คงเมา

    ตื่นมาอีกที เอ๊ะ ทำไมมาอยู่เมกาแล้วหว่า555+ เวอร์ไปหน่อย ทุกครั้งเลยที่ฉันเดินเข้าบ้านมามีความรู้สึกว่านี่คืออีกโลกนึง กำแพงพื้นและเพดานของบ้านฉันทั้งสองบ้านทำไมมันช่างแตกต่างกันเช่นนี้ วันที่15สิงหาก็ถึงวันorientationและวันที่20ก็เปิดเรียน ฉันแทบไม่ได้บันทึกเอาไว้เลยว่าฉันทำอะไรบ้างในเดือนกันยาและตุลาคงเพราะกำลังปรับตัวกับที่เรียนใหม่งานใหม่และสภาพแวดล้อมใหม่ วันที่13พฤษจิฉันจึงได้นัดไปกินข้าวกับโซลกิ คุยถึงเรื่องราวสมัยเรายังไฟแรง ปาร์ตี้กันแบบไม่มีวันพรุ่งนี้ และแล้ววันนั้นก็มาถึงอีกครั้งblack friday แน่นอนว่าทุกคนได้มารวมตัวกันที่บ้านฉันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่เหมือนกับสี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีเท้าอีกต่อไป บางครั้งเราก็ห่างกันไปเลย แต่บทจะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกก็เกิดขึ้นได้อย่างฉับไวเช่นกัน พูดถึงปีนี้ก็เป็นอีกปีที่เราประสปความสำเร็จในการช้อป เริ่มกันที่การเซอร์ไฟรส์เปิดของcomp usa ที่เปิดตั้งแต่สี่ทุ่ม ทำเอาพวกเราที่นั่งดูข่าวกันอยู่แห่ไปในความหวังที่จะได้กรอบรูปดิจิตอลราคาถูกแสนถูก ไม่ว่าแถวจายาวแค่ไหนแต่เราก็เข้าไปจนได้ วิ่งตรงไปที่ชั้นวางแต่ทันไดนั้นเอง ป้ามหาภัยตัวใหญ่คราวช้างเข็นรถตัดหน้ากวาดกล่องที่มีอยู่ประมาน20กล่องลงรถเข็นเธอไป พวกเราถึงกับยืนอ้าปากค้าง เบ็ดเสร็จไปแล้วก็พอดีห้าทุ่มกว่าๆ เราได้ให้พี่ตุ๊กตาไปยืนรอคิวที่หน้าfashion placeซึ่งอยู่ตรงข้ามกันเรียบร้อยแล้ว ผู้คนมากมายอยู่ในผ้าห่มและบางคนที่ใส่ชุดนอน(สงสัยจาไม่เคยมา) เสียงเพลงจากบูทคลื่นวิทยุและตัวตลกเดินห้อมร้อมสร้างความคึกคนองให้ขาช้อปทุกท่าน และในที่สุดก็เกิดการนับถอยหลัง ทันใดที่ประตูเปิดผู้คนมากมายผลักดันแห่เข้าห้าง บ้างก็ไม่รู้หรอกว่ามันมีเซลอะไรหรือตัวเองมาซื้ออะไรแค่อยากมารับบรรยากาศกับเค้า ฉันเอง(ผู้ช่างถือว่าเป็นเซียนการช้อปblack fridayเลยก็ว่าได้)ได้ไปเดินเซอร์เวย์ถามคนขายทุกๆร้านมาเรียบร้อยแล้ววันก่อนหน้านั้น ว่าจะมีการลดราคาอะไรบ้าง ทันได้นั้นฉันและโมได้วิ่งเข้าห้างอย่างบ้าคลั่งเรียบร้อยแล้วเราก็ตรงไปตามร้านที่เราวางแผนไว้ แน่นอนโมเข้าชาลอต และฉันเข้าวิคตอเรีย นับว่าfashion placeปีนี้ประสปความสำเร็จไปด้วยดี แล้วเราก็ได้ไปนั่งพักกินอาไรกันแปป
    Image Hosted by ImageShack.us
    หลังจากที่ฉันไปเช็คว่าออกัสยังมีชีวิตอยู่หน้าcircuit cityเราก็ทำการมุ่งขึ้นpark city เป็นปีแรกที่เอาต์เลตเปิดตอนเที่ยงคืน บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยอารมกึ่งเหนื่อยนิดๆกึ่งสนุกมากมาย ผ่านภูเขาวกวนลึกลับซับซ้อนเราก็ถึง tanger outlet ผู้คนได้ซาลงไปมากแต่อากาศนั้นหนาวเหน็บจนกางเกงยีนส์เกือบแข็ง ถือว่าราคาทุกอย่างถูกได้เรื่องทีเดียว มาจบลงถึงบ้านอีกทีปาเข้าไปตีสี่กว่าๆ ทุกคนตั้งใจอาบน้ำนอนอย่างรวดเร็วเพื่อเอาแรงไปทำงานในเช้าที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

    5/21/2008

    11 สิงหา 2007

    บางทีฉันก็ตามสมองตัวเองมากไปจนลืมนึกถึงหัวใจตัวเอง เหมือนว่าวันนี้เป็นวันอะไรก็ไม่รู้ที่เหมือนคำตอบจะมีอยูในตัวคนรอบข้างเรา รู้สึกว่าฉันทำผิดมาจากครั้งที่แล้วที่ไม่ยอมลงไปงานแดนซ์เพราะคิดเสมอว่าเค้าไม่ได้ชวนเรามา ความจริงแล้วถ้าเค้ามีเวลาเทคแคร์เราเค้าก็โทรเรียกเรามาหละ แต่งานก็คืองานนี่เนอะ ฉันฝ่าสายฝนและการคาดเดามุ่งตรงไปลานงานbus มุ่งหวังเต็มที่ว่าวันนี้จะมีพี่ๆแสนดีมารอต้อนรับและนั่งเป็นเพื่อนเราคุยกับเราและรอขอคำปรึกษา แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม ไม่มีใครเลยมีแต่เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่จ้องมองหน้าฉันด้วยสีหน้าเหมือกับจะถามว่า มาทำไมเนี่ย ใครชวนมา เห็นเช่นนั้นหัวใจฉันเริ่มเต้นรัวมือเท้าและหน้าเริ่มไม่เป็นทิศเป็นทาง ไม่รู้ว่าจะกลับหลังและวิ่งหนีไปหรือเดินหน้าแล้วเชิดเข้า ฉันยิงคำถามมากมายถามไถ่สถานการณ์ด้วยเสียงอันลังเลและสั่นครอน ไม่นานทุกคนก็ทำเหมือน่าฉันไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น ฉันจึงตัดสินใจหันหลังและเดินกลับเข้าไปในสยามเซ็น ไร้จุดมุ่งหมายและอารมณ์ฉันจึงขึ้นไปใช้อินเตอร์เนตที่เอสคลับ พวกพี่ๆมองฉันเหมือนว่าจะเคยเห็นหน้ากันที่ไหนมาก่อน ก็แหงหละนั่งรถกันมาด้วยแล้วทั้งนั้น หลังจากฟังคนอยากจะเป็นดีเจนินทากันเรื่องค่าwaxที่แพงหูฉี่จากjazz bahแล้วทันใดนั้นเอง เสียงจากสวรรค์ก็ดังขึ้น พี่เบียร์โทรมาบอกว่าถึงสยามแล้วกำลังจะมากินฟูจิซะด้วย หลังจากนั่งชิวและกะเวลาจนได้ที่แล้วฉันก็เดินตรงไปยังห้องน้ำ ไม่ต้องเติมอะไรมากมายบนหน้าฉันเพียงแต่รอยยิ้ม เสียงโทรสับก็ดังขึ้นอีกครั้ง ควักโทรศัพท์ออกมาพร้อมกับสาวท้าวออกไปจากห้องน้ำสีแดง และสปีดที่เท้าของฉันก็ต้องเร่งให้เร็วขึ้นเพราะจุดหมายปลายทางของฉันอยู่สุดอีกฝากนึงที่ชั้นสอง! ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าวิ่งอยู่ในละครเพราะต้องวิ่งลงบันใดลื่อนถึงสองชั้นแถมต้องเบียดแทรกฝูงชนเหมือนกำลังจะวิ่งไปหาสิ่งที่รอมานานหลายปี แล้วก็มีฝูงคนยืนมองหัวฝอยขัดหม้อสองสามตัวที่อยู่ในcheez studio ฉันจึงเบียดแทรกไปด้วยความยากลำบาก หลังจากเลี้ยวซ้ายแล้ววิ่งไปด้วยความเร็วสูงฉันก็มาชนกับคำตอบของฉันที่กำลังยืนรออยู่ที่หัวมุม น่าเสียดายที่ไม่มีใครอัดวีดีโอคลิปเอาไว้เพราะฉันคงอยากกลับมาดูการกระโดดกอดที่เว่อร์ที่สุดในชีวิต จำได้ว่าฉันกอดเค้าไว้แน่นมาก ประมานสามสัปดาห์แล้วที่เราไม่ได้เจอกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเราเทียบเท่ากับอะไรไม่ได้อีกแล้ว หลังจากการเดินรอบชั้นสองก็ถึงเวลาที่เราต้องจากกัน หลังจากนี้เราจะไม่ได้เจอกันไปอีกเก้าเดือน เท่านั้นฉันก็คิดว่าวันของฉันเสร็จสิ้นแล้ว แต่ที่ฉันไม่รู้คือมันยังไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ
     
    ฉันเดินลงกลับไปที่งานbusผู้คนก็ยังเหมือนเดิม ฉันเดินไปหาต้นและเอาการด์วันเกิดให้เค้าพร้อมบอกว่าฉันกำลังจะกลับแล้ว ต้นบอกให้ฉันรอกลับพร้อมกัน ฉันตอบเออๆออๆไปทั้งๆที่ยังงัยฉันก็รู้ว่าฉันกำลังจะกลับแล้ว เวลาตอนนั้นประมานสี่โมงสิบห้า เลยเวลาที่ฉันสัญญาว่จาโทรไปบอกพี่ตั้มว่าว่างหรือไม่ว่างมานานแล้ว หลังจากถบเถียงกันอยู่นานเป็นอันว่าฉันต้องเดินไปดูรอบหนังที่พารากอน? รอบอะมันคงมีแต่ถ้าให้ดูจริงๆก็คงเป็นเวลาหลายชั่วโมงที่ทรมานมากๆ ตอนนั้นฉันกับพี่ตั้มเองก็คิดไม่ตรงกันแล้ว (ในใจลึกๆก็รู้สึกเสียดาย จากการที่คนสองคนเคยเป็นพี่น้องกันเข้าใจกัน มันไม่น่าต้องกลายมาเป็นแบบนี้) จึงเป็นอันว่าฉันขอใช้เวลาในการบอกลาพี่ตั้มให้รวดเร็วและรวบรัดที่สุด จึงเป็นอันว่าเราตกลงไปกินเซเวนเซ่นกัน คิดว่ายังงัยๆนี่ต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันแล้วแน่ๆ หารู้ไม่ว่าการเจอกันของฉันกับพี่ตั้มครั้งนี้มันเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ ฉันน่าจะฟังคำพูดของพี่เบียร์และหัวใจตัวเองแล้วกลับบ้านไปซะ ก็ต้องมานั่งรอที่ร้านอยู่แปปนึง หลังจากเห็นคุณชายเดินดุ่มๆๆผ่านหน้าซอยไปฉันจึงเดินออกด้านหลังผ่านพอยต์และตรงไปที่จุดหมายอยางรวดเร็ว กะว่ายังงัยก็ต้องถึงเซเวนเซ่นก่อนแน่ๆ แต่มันเล่นเดินอิท่าไหนฟระ? ไปนั่งรออยู่ในร้านแล้ว มาถึงตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกไม่ดีเพราะมันเล่นเลือกนั่งซะตรงกระจกด้านหลัง(เป็นจุดที่อันตรายกว่าด้านหน้าซะอีก)
     
    เป็นการกินไอติมที่ไม่อร่อยที่สุดในชีวิต เพราะนอกจากทะเลาะกันเถียงกันแล้วมันยังมาทำหน้าบูดๆเบี้ยวๆใส่อีก และทันใดนั้นเองโทรสับฉันก็ดังขึ้น และขนก็ลุกวาบไปทั้งตัว ทำไมพี่เบียร์ถึงโทรมา? เค้าต้องอยู่กะแฟนไม่ใช่หรอ ฉันเริ่มมองไปรอบๆร้านและมองออกไปนอกกระจกก่อนทีมืออันสั่นครอนของฉันจะเอื้อมไปหยิบโทรสับ คำถามแรกที่โยนมาก็คือ "หนูอยู่ไหน" ฉันก็ตอบไปตามตรงว่า "เซเวนเซ่น" ฉันตอบไปก็โยนกลับมาอย่างรวดเร็วสั้นและได้ใจความ"อยู่กับใคร" เป็นเวลานานมากที่ัฉันเงียบไปเพราะเหตุการณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ณ เซเวนเซ่นแห่งนี้ { เมื่อเวลาราวคราวเดียวกันเมื่อปีที่แล้วฉันนั่งอยู่ในเซเวนเซ่นแห่งนี้กับตั้มและต้นและเพื่อนๆอีกหลายคน คราวนั้นพี่บุ๊งได้โทรมาและถามคำถามเดียวกับพี่เบียร์เดี๊ยๆเลย คราวนั้นฉันบอกพี่บุ๊งไปตามตรง ฉันไม่รู้ว่าวันนี้เค้ามาจัดรายการรึปล่าวเค้าอาจจะมองฉันอยู่ตอนนั้นจากมุมไหนก็ได้ ฉันบอกพี่บุ๊งไปตามตรงว่าฉันอยู่กับเพื่อน เค้าย้อนกลับมาว่า "เพื่อนคนไหน" พอบอกไปตามตรงก็มาโกรธฉันๆถามไปว่าอยู่กับเพื่อนมันผิดด้วยหรอ และเราก็ทะเลาะกัน } คราวนี้ฉันจะไม่ตอบแบบเดิมอีกแล้วเพราะมันทำให้เกิดความไม่สบายใจ "หนูอยู่คนเดียวค่ะ" พี่เบียร์ตอบอย่างรวดเร็ว "จริงหรอ" ตอนนี้เองฉันมีความรู้สึกแล้วว่าพี่เบียร์ต้องเห็นแน่ๆเค้าถึงพูดแบบนี้ได้ ฉันเริ่มหันซ้านหันขวากระสับกระส่ายพูดจากระอึกกระอัก พี่ตั้มเองก็เริ่มทำตาส่ายไปส่ายมาทำหน้าเอียงคองงๆ "ใครกันไปกินไอติมคนเดียว" ฉันไม่รู้ว่าจะตอบอะไรได้แต่เงียบและยังมองรอบๆตัวอย่างหวาดระแวง "พี่เห็นนะ" "พี่หนูขอโทษหนูอธบายได้นะพี่" "ทำไมหนูโกหกพี่" "หนูไม่อยากให้พี่ไม่สบายใจ" "พี่เห็นหนูเพราะพี่กำลังจะไปกินไอติม หนูนั่งหันไปด้านหน้าหนูเลยไม่เห็นพี่" แน่นอนที่ฉันไม่เห็นเค้าข้างหลังเก้าอี้ฉันเป็นประตูหลังที่พี่เบียร์จะเดินเข้ามา และฉันนั่งหันหน้าไปด้านหน้าเพราะไม่อยากมองหน้าพี่ตั้ม "พี่หนูอธิบายได้จริงๆ พี่ตั้มเป็นแค่พี่ในบอรด์ แล้วนี่หนูก็มาเจอเค้าเป็นครั้งสุดท้าย หนูก็ทะเลาะกับเค้าอยู่ หนูไม่ได้อยากเจอเค้าหรอกวันนี้" ฉันพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะอธิบายให้พี่เบียร์ฟัง "งั้นหนูกลับบ้านได้ละ" พี่เบียร์ดุก่อนที่จะวางสายไป ส่วนพี่ตั้มก็ยังทำหน้าปากจู๋ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อยู่เหมือนเดิม "นี่จี้กลับแล้วนะพี่" พี่ตั้มไม่ได้ตอบอะไร แต่ทำหน้ายืนยันว่าไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันเองจึงเป็นฝ่ายที่ต้องลุกไป แถมมันยังยืนบื้อฉันเลยต้องเป็นคนจ่ายค่าไอติมอีก ฉันเดินออกจากร้านพร้อมที่มันยังเดินตามต้อยๆ ฝ่าผู้คนที่มาชุมนุมดูคอนเสริต์มาถึงซอยสาม "จี้ๆมาดูเสื้อร้านนี้กะพี่หน่อยดิ" ฉันหยุดชะงัก "นี่พี่เป็นเรื่องแล้วไม่เห็นรึงัย" ฉันตะโกน "งั้นพี่ไปดูแพทเทิรน์เสื้อนะ" ฉันฟังเค้าพูดไม่จบประโยคฉันกะสาวท้าวเดินไปรถไฟฟ้าด้วยอารมที่สุดแสนจะบรรยาย จะให้โกรธก็ได้อยู่ เสียใจก็นิดหน่อย แต่ออกจะรำคาญการตัดสินใจทั้งหมดที่ทำให้เรื่องกลายมาเป็นแบบนี้ ฉันขึ้นมารอรถบนชานชลา ฝนตกพรำๆและท้องฟ้าช่างมืดมนได้บรรยากาศ ตอนนี้เกินเวลาเลิกงานแล้วและผู้คนก็รอรถไฟฟ้ากลับบ้านอยู่มากมาย ฉันยืนรอรถด้วยอารมที่อยากจะกลับบ้านมาก ความรูสึกเหมือนตอนนั้นที่พี่จี้มาส่งฉันขึ้นรถ ฉันอยากร้องไห้ ท่ามกลางเสียงฝนและผู้คนเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น "อ้าวตะเองจะกลับบัานทำไมไม่โทรมาบอก" ฉันเงยหน้าขึ้นไปเห็นต้นกับหน้าตาสงสัยแต่ไม่แปลกใจของเค้าทำให้อารมฉันเปลี่ยนทันควัน "ก็ไม่คิดหรอกว่าจะกลับตอนนี้ แต่ช่างเหอะกลับกะตะเองก็ดีละ เค้าหละเซง" ฉันพูดไปพร้อมหน้าตาบูดๆเบี้ยวๆสุดริด บรรยากาศในรถไฟฟ้ามันทำให้ฉันชวนย้อนคิดถึงอยู่เสมอ เราสองคนที่ยืนเกาะประตูมองดูพระอาทิตย์ตกดินพร้อมกับฝนที่เริ่มตกปรอยๆ แอร์ตอนที่ฝนตกนี่ช่างเย็นจริงๆ ต้นเหลือบมามองที่ฉันตอนที่ฉันเหลือบไปมองที่เค้า ต้นหัวเราะออกมาพร้อมพูดว่า "หมูเมย์อย่าคิดมาก เค้าเตือนแล้วใช่มั๊ย" จากรอยบูดบนใบหน้าทำให้ฉันกลับมายิ้มได้อีกครั้ง วันนี้เปํนวันที่ฉันจะไม่มีวันลืม
     
    11 สิงหาคม
     
    5/12/2008

    รบกวนไปส่งหน่อยนะคะ

    ห่างหายไปนานอีกแล้ว รู้น้าว่ามีหลายคนรอติดตามการผจญภัยอยู่ อิอิ จวนจากลับเมืองไทยอีกครั้งแล้วเรื่องปีที่แล้วยังเขียนไม่เสร็จเลยวันนี้ก็จะขอเขียนให้ได้มากที่สุดละกันเพราะกำลังจะถึงตอนระทึกขวัญแล้วด้วย ฮะๆๆ
     

    จากตอนที่แล้วทิ้งท้ายไว้วันที่4สิงหาคม ในวันจันทร์ต่อมานั่นเองเป็นวันที่busจะต้องไปจัดboothอยู่ที่ลานสยามเซ็น ฉันเองก็ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรไปนั่งเล่นคอมอยู่ที่เอสคลับสักพักก็ได้ยินเสียงสองสาวสุดสวยผู้ช่วยประสานงานกำลังงกๆงวยๆช่วยกันซีรอกอะไรสักอย่าง ด้วยความไม่ได้สนใจอะไรฉันก็ได้แต่นั่งเล่นคอมต่อไปจนทันไดนั้นเองมือของพวกเค้าก็มาวางบนบ่าฉัน “อ้าวน้องเมย์ไม่ไปนั่งเล่นที่งานหรอ” “งานอะไรคะ”ฉันถามด้วยความงุนงง “มานี่มากับพี่มา เพื่อนๆอยู่ข้างล่างกันเต็มเลยน้า” มือทั้งสองฉุดฉันไปขนะที่รีบออกจากเมลอย่างรวดเร็ว ฉันขอดูโปสเตอร์ในมือที่พวกเธอเพิ่งไปซีรอกมา มันเป็นการโปรโมทงานเต้นนั่นเอง

    เปิดประตูบานใหญ่จากแอร์เย็นฉ่ำไปพบกับลมร้อนและแดดผลุบๆโผล่ เสียงเพลงและผู้คนกึ่งน้อยและกึ่งมากมาย เดินผ่านไปผ่านมา ฉันเห็นพี่ๆหลายคนนั่งอยู่ตรงขั้นบันไดสีเทาดำด้านฝั่งสยามดิส พวกเค้ากวักมือเรียกฉัน วันนี้อยุ่กันพร้อมหน้าพร้อมตาพี่ต่ายผอม พี่ต่ายกลม พี่แน๊ค พี่เอสพี่ต่าย พี่ตั้ก พี่แฟรี่ พี่หญิง พี่จอยและเพื่อนๆ และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวมา ในงานนั้นมีดนตรีที่ตั้มเองไม่ยอมปล่อยหน้าที่ดีเจ ไหนจาวิ่งวุ่นงานแล้วยังวิ่งไปต่อเพลงอีก แถมยังมีทั้งลานสนามบาสที่มีผู้คนแวะเวียนมาเล่น และแล้วก็ถึงเวลาที่เอ็มซีจะแจกของฟรี มันเป็นบัตรโบว์ลิ่งฟรีสองเกม งานนี้ตั้มและต้นอาสาแจกเอง ทั้งคู่ปรายตาไปในหมู่ผู้คนที่นั่งอยู่แถวนั้น และเลือกฝรั่งคนนึง “ผมว่านะครับเราแจกฝรั่งคนนั้นดีกว่า แต่เอตั้มครับเราจาคุยกับเค้ายังงัยดีเพราะภาษาอังกิดผมเองก็ไม่ค่อยแข็งแรง” พอต้นพูดจบฉันก็เริ่มเอะใจนิดๆว่ามันจามามุขไหน “ผมว่านะครับเราไปเชิญสาวน้อยผู้น่ารักเพื่อนของพวกเราเอง ผู้ซึ่งมาจากเมกาเลยนะครับ เชิญมาเป็นล่ามหน่อยครับ” ตั้มพูดจบเสียงพี่ๆก็ปรบมือพร้อมกับเชียร์กันใหญ่ ฉันเองก็ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรก็หันหน้าไปทางพี่จอยและทำเป็นจะชี้ว่าพี่จอยใช่มั้ย แต่ทั้งตั้มและตั้นถึงกับส่ายหัวพร้อมบอกว่าไม่ใช่แกนั้นแหละ ฉันเองเก้ๆกังๆเดินออกไปกลางลานพร้อมจับไมค์มาเต็มที่ “เอ้าแนะนำตัวหน่อยครับ” “ก็ชื่อเมย์นะคะ” ฉันยังพูดไม่ทันจบตั้มก็ขัดขึ้นมา “อะพอละรู้แค่นี้พอ” พูดแล้วมันก็ขำชอบใจใหญ่ “เอ้าฝรั่งคนนั้นหนะเห็นมั๊ยช่วยแปลให้หน่อยละกัน” ทันใดนั้นเองฉันก็เริ่ม “excuse me sir, hi, yeah you” ฝรั่งเองก็ทำหน้างงๆ ลุกขึ้นมาเก้ๆกังๆเดินมากลางลานตรงที่พวกเรายืนอยู่ “ผมพูดไทยได้ครับ” ทุกคนที่อยู่นะที่นั้นถึงกับหัวเราะก้ากเนื่องจากนินทาพี่แกมานานเป็นภาษาไทย ฉันเองก็หมดหน้าที่แล้วจึงเดินกลับไปนั่งโดยที่ยังขำไม่เลิก หลังจากนั้นก็แจกบัตรให้กับนักศึกษาหลายๆคนที่เดินเข้าออกสยามดิสสยามเซ็นก็ถึงเวลาที่เอ็มซีตัวจริงเริ่มทำงาน พี่มังกรกับพี่ปารตี้เป็นคู่เอ็มซีที่น่ารักมาก ฉันเองก็ได้คุยกับพี่มังกรและรู้สึกว่าด้วยอัธยาสัยดีและการเต้นน่ารักๆตามเพลงคล้ายๆพี่เบียร์พี่มังกรเป็นคนที่น่ารักมากๆ ดูไปแล้วก็คล้ายกับพี่เบียร์อยู่เหมือนกัน เล่นเอาจนเย็นกว่างานจะเลิก ใบปลิวแจกไปมากมายและงานนี้หวังว่าจะมีคนมาร่วมประกวดไม่น้อย ตอนเก็บของเราก็ได้มานั่งประชุมกันเป็นวงกลมกลุ่มใหญ่เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกพลังของteam work ก่อนแยกจากกันนั่นเองฉันก็ไม่ลืมที่จะขอถ่ายรูปกับพี่มังกรและพี่ปาร์ตี้

    Image Hosted by ImageShack.us

    เสร็จจากงานฉันก็ได้ไอเดียว่าตั้มน่าจะไปแจกใบปลิวตามโรงเรียนสอนเต้น ฉันได้พาตั้มไปที่รร.ครูฝนแต่ก็น่าเสียดายที่มันปิดแล้ว พี่จอยก็ได้โทรมาและชวนพวกเราไปกินกันต่อที่ฟูจิ ฉันเองก็อย่างที่บอกไปว่ารู้สึกดีเมื่อยู่ในกลุ่มเพื่อนๆของพี่จอย หลังจากกินข้าวกันเสร็จแล้ว ต้นเองก็จะกลับกับตั้มที่พ่อมารับ ส่วนฉันเองที่ยืนยันว่าจะกลับเองโดยรถไฟฟ้าแต่ก็ถูกขัดขวางโดยพี่จอยที่บอกว่าจะไปส่ง ฉันเองด้วยความกังวลว่ากลับบ้านดึกแล้วก็เดินไปกับพวกเค้าไปขึ้นรถที่จอดอยู่ที่ศูนย์หนังสือจุฬา นั่งรถกลับบ้านพร้อมแสงสีราตรีในยามค่ำคืนบนถนนสีลม เสียงเพลงแนวๆชิวๆ พร้อมกลับกระจกที่เปิดลงมาครึ่งนึง ทำให้ฉันได้รับลมเย็นๆและกลิ่นมลพิษจางๆที่ฉันคิดว่าหอมกว่ากลิ่นโลชั่นกลิ่นไหนๆ กลิ่นบุหรี่ที่สูบโดยสาวอารต์สวยกระโปรงสั้นในชุตนักศึกษาที่ปรายตาตามถนนที่มีผู้คนมากมาย มันเป็นหนึ่งในความรู้สึกที่สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องธรรมดาแต่สำหรับฉันมันช่างรู้สึกดีเหลือเกิน พวกเค้าส่งฉันลงที่รถไฟฟ้าสุรศักดิ์โดยที่ฉันจะนั่งวินต่อเข้าบ้าน ก่อนจากลาทุกคนบอกกับฉันว่าอยากให้ไปเที่ยวด้วยกันอีก ทุกคนจำชื่อฉันได้และทุกคนใจดีมากๆ ทุกคนแย่งกันพูดว่าน้องเมย์กลับบ้านดีๆนะ และฉันก็ลงจากรถไป ฉันจำชื่อพวกเธอได้ไม่กี่คน ฉันรู้ว่าพี่น้ำหวานเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆหน้าตาน่ารัก ส่วนพี่ใหม่เป็นเพื่อนของพี่น้ำหวานที่ดูแก่นๆอารมดี หลังจากนั้นฉันก็เรียกมอไซรับลมเข้าบบ้านยาวไปบนถนนตัดใหม่ มันช่างเป็นวันที่คุ้มค่าเหลือเกิน หลังจากย่องเข้าบ้านฉันก็ยังอดคิดตะหงิดๆไม่ได้ ฉันผู้ซึ่งไม่รู้เลยว่ากลุ่มเพื่อนๆเหล่านี้จะนำพาฉันไปรู้ความลับอะไรที่ประติดประต่อแล้วมันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน...

     

    อันแน่ๆๆ อยากรู้แล้วหละสิเกิดอะไรขึ้นต่อไป รับรองอีกไม่นานจ้าจามาอัพต่อ

    ขอบคุณค่าที่ติดตามชม

    2/16/2008

    เรื่อยๆเปื่อยๆ

    หลังจากที่รับน้องกันไปเรียบร้อย ก็เหมือนว่าเดือนกรกฏานี้ฉันได้ห่างหายจากต้นกะตั้มไปเล็กน้อย ผ่านมาแล้วครึ่งทางกับการมาเยือนเมืองไทยในครั้งนี้ เหมือนกับว่าฉันมัวแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที เกือบจะลืมเพื่อนฝูงเก่าๆไปเลยก็ว่าได้ แต่ก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ไม่เคยลืมฉัน วันที่7นั่นเองที่บอสและจ๊อดได้โทรมาหาฉันและก็ชวนออกไป"เล่น"กันเหมือวันเก่าๆ วันนี้แกงค์ของเราประกอบไปด้วยบอสจ๊อดทัชแมคและฉัน พี่ต่ายก็มาไม่ได้ตามเคยเพราะต้องอ่านหนังสือ ทุกคนมารวมตัวหน้าบ้านฉันและกดกระดิ่ง ผ่านมาสิบปีแต่ทุกอย่างก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงบอสและทัชก็ยังเถียงกันอยู่ดีว่าใครจะเป็นคนกดกระดิ่ง ฉันเองที่ยืนแอบดูอยู่หลังผ้าม่านก็ยังคอยดูว่าใครจะเป็นคนกด ทั้งๆที่สองคนนั้นยังเถียงกันอยู่จ๊อดเองที่สงสัยทนไม่ได้จึงโทรมาหาฉันซะเลย "เมย์ ถึงแล้วนะพร้อมยัง" ได้ยินเพียงนั้นฉันรีบใส่รองเท้าและออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว เราเดินไปรับแม็คและมุ่งหน้าไปกินฟูจิกันที่สยาม ระหว่างที่เดินไปหน้าากซอยนั้นเอง โบ้ หรืออาอี้บ้านข้างๆก็ขับรถออกมาพอดี "อ้าวเด็กๆไปเล่นที่ไหนกัน" เด็กๆที่อายุราว17-20จึงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าสยาม "ขึ้นมาเลยโบ้จะไปเซ็นทรัลเวิรด์พอดี" เก้ๆกังๆเกรงอกเกรงใจกันอยู่นานกว่าทุกคนจะอัดตัวเข้ารถโบ้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่ผู้ใหญ่ทุกคนก็ยังเห็นเราเป็นเด็กที่ออกมาวิ่งเล่นอยู่ในซอยบ้านทุกเย็น หลังเราเดินลงจากรถเราก็เดินไม่ไกลกว่าจะไปถึงสยามเซ็นImage Hosted by ImageShack.us เหมือนวัยเด็กกลับมาอีกครั้ง ต่างตรงที่เรื่องราวที่เราเล่นกันเพิ่มสาระขึ้นมานิดหน่อย แล้วเราก็ไม่ต้องแงะกระปุกมาซื้อขนมอีกต่อไปหลังจากอิ่มหนำสำราญกัยเรียบร้อยเราจึงเดินทางไปคาราโอเกะ งานนี้มีรึว่าจาเหลือ Image Hosted by ImageShack.usเหมือนทุกคนเก็บกฏกันมาสิบปีเต็ม ร้องปลดปล่อยยิ่งกว่าตอนไปเที่ยวผับ ขากลับบ้านต่างคนต่างเสียงแหบเสียงแห้งไปตามๆกัน พร้อมไม่ลืมคำสัญญาว่าวันหลังจะออกไปเล่นกันอีก

    วันที่11กรกฎา แล้วก็ถึงอีกแล้วเวลานั้นของปี otop เป็นอะไรที่ฉันชอบมากจริงๆ แต่ฉันว่ามีไม่ก็คนหรอกที่เดินผ่านทุกๆร้านจริงๆ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบางร้านที่เราไม่ค่อยอยากได้ของมากเท่าใหร่ทำไมมันต่อง่ายอย่างนี้ ส่วนร้านที่แบบว่าอยากได้เสื้อตัวนั้นมากๆ ต่อยังงัยมันก็ไม่ลด วัยรุ่นเซ็ง แต่ในที่สุดก็ต้องซื้อ เพราะมันสวยเหลือเกิน แล้วอีกอย่างวันที่15ป้าป้อบ(เพื่อนสนิทแม่ฉัน)กำลังจะจัดงานทำบุญบ้านขึ้น ก็เลยต้องหาชุดสวยๆไปใส่สักชุด และก็ได้เสื้อมัดหมี่(แบบว่ามันมัดมาจริงๆ)จากร้านทางภาคเชียงใหม่มาใส่ไปงาน แม่ก็ซื้อมาตัวนึง อิอิ หลังจากเมามายกันเรียบร้อยก่อนกลับบ้านเราก็ถ่ายรูปกันชุดใหญ่ Image Hosted by ImageShack.us

    มาวันที่17ก็เกิดการนัดประชุมใหญ่ของเหล่าผู้บริหารภูวเดชขึ้นที่ซิสเล่อสีลม ฉันพี่เต้พี่ยิ้มและสเป็นเซอร์นั่งกินมูสและเยลลี่สตอเบอรี่สไตล์มอร์มอนกันก่อนอาหารหลักท่ามกลางสายฝนที่คลืบคลานเข้ามาพร้อมกับเวลาคนก้าวออกจากออฟฟิต นั่งอยู่ข้างกระจกฉันนั่งมองลงไปข้างล่างพร้อมกับมองหนุ่มสาวทำงานมากมายวิ่งโผล่ออกมาจากใต้ตึกแล้วก้าวอย่างฉับไวขึ้นรถเมล์ ฉันรู้มันเป็นภาพที่ฉันจะไม่ได้เห็นไปอีกนาน กินกันเสร็จก็แบกกระเพาะอันหนักอึ้งไปนั่งชิวกันต่อที่สตาร์บัคสีลม กินกาแฟไป นั่งมองคุณครูและเพื่อนๆเดินผ่านไป ไม่มีใครจำฉันได้หรอก และในอีกไม่นานโทรศัพท์ฉันก็ดัง เวลาประมานสองทุ่มกว่าพี่เบียร์เลยโทรมาสั่งให้กลับบ้าน ทำไมเวลาที่ใครมาออกคำสั่งเรานี่มันรู้สึกดีเหลือเกิน 555+ ท่าจาบ้า

    วันที่4สิงหา เหมือนกับว่าช่วงนี้ไร้จุดมุ่งหมายมากมายออกจากบ้านโดยไร้ที่หมายปลายทาง รู้แต่ว่าต้องออก ถ้าไม่ออกรู้สึกร้อนๆปวดหัวพิกล ออกมาก็แวะสีลมนั่งเล่นสยามแล้วก็เลยตัดสินใจไปหาไรกินที่foodfusionสยามเซ็น ได้อาหารเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆกำแพงกระจกสีแดงที่กั้นระหว่างห้องอาหารกับs-club นั่งไปนั่งมาก็ได้ยินเสียงกลุ่มผู้คนเสียงคุ้นๆเคยๆ โยกเก้าอี้เอนไปข้างหลังเพื่อมองผ่านชั้นหนังสือก็เห็น... 555+ ก็ทั้งกลุ่มนั่นแหละนั่งประชุมงานแดนซ์กันอยู่ ฉันรีบยัดข้าวที่เหลือใส่ปากแล้วรีบออกมาทันที เด๋วเค้าจานึกว่าเรามาแอบดูเค้า ฮะๆๆ ขึ้นรถไฟฟ้าไปอย่างไม่มีจุดหมายเช่นเคย นั่งไปนั่งมาอิท่าไหนไม่รู้ไปลงที่ทองหล่อ บรรยากาศอึมทึมแล้วฝนก็เริ่มตกลงมา แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดขาของฉัน กางร่มก้าวอย่างฉับไวเข้าไปในซอย ฉันเปรยตามองไปที่ตึกสูงใหญ่จากอีกฟากนึงของถนน ฉันจำภาพวันนั้นได้ติดตา เห็นทุกอย่างเหมือนเป็นภาพในละครแบบslow motion วันนั้นที่ฉันเดินข้ามถนนนี้ไปแล้วชีวิตก็ได้เจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน...เว่อ หลังจากนั้นฉันก็ก้าวเท้าเปียกๆเข้าเซเว่น ฉันไม่ต้องคิดเลยว่าจะซื้ออะไร มือคว้าหมากฝรั่งเดนทีนไอซ์สีดำมาสองซองแล้วคนขายก็ยังถาม"เอาแค่นี้หรอครับ"เหมือนกะจะชี้ไปว่าฉันไม่เอาบุหรี่ด้วยหรืองัย หลังจากนั้นฉันก็แบกหัวใจอันพองโตออกจากที่ๆฉันจะไม่ได้ไปเยือนอีกเก้าเดือนเต็มขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน ระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้าแม่ก็โทรมา"เมย์ไปไหนมาหรอ" "อ๋อไปทองหล่ออะแม่" "อ้าวไปทำไมหละ" "อ๋อป่าวแม่ไม่มีไรไปซื้อหมากฝรั่ง"

     

    5555+ ตรูบ้าไปแล้ว


    12/24/2007

    bus

    เมื่อกี้แอบกลับไปดูblogเก่าๆ แบบว่า ทำไมเมื่อก่อนตรูน้ำเน่าอย่างงี้ คิดแล้วก็อยากจะลบทิ้ง แต่คิดไปคิดมา เก็บไว้ดูอีกสิบปีข้างหน้าคงฮาน่าดู
     
    เอ้าๆเข้าเรื่องดีกว่า หายไปเดือนนึงเลยมาต่อกันๆ ทิ้งท้ายไว้คราวที่แล้วที่ไม่สบายเกือบเป็นเกือบตายแต่ก็ถ่อสังขารตัวเองไปเป็นพี่เนียนหาstaffถึงรังสิต รวมๆแล้วจากทั้งหลายวันที่เราไปประกาศรับร้องเราได้รายชื่อมาประมานร้อยกว่าๆ และวันที่ 1กรกฎา ก็คือวันรับน้องนั่นเอง ฉันออกจากบ้านแต่เช้าเหมือนเดิม แต่คราวนี้ฉันโทรปลุกตั้มและต้น ปลุกไม่พอ ต้องนั่งรถแท็กซี่ไปบ้านต้นอีก (กลัวไม่ตื่นกัน) แท็กซี่ถึงปุ๊บคุณชายทั้งสองก็ลงมาปั๊บ พอดีขึ้นแท็กซี่คันเดิมต่อไปรถไฟฟ้าเลย ส่วนค่ารถถือเป็นวันซวยของต้นไป 555+ เราขึ้นรถตู้มาเช่นเคยยังไม่ทันเลือกเลยว่าวันนี้จะหลับซบฝั่งไหนดี คุณชายทั้งสองคร่อกไปนานแล้ว แต่ลงทางด่วนมาไม่นานทั้งสองก็เริ่มเตรียมเนื้อเตรียมตัว คืนก่อนตั้มได้ใช้โทสับที่sosโทรไปคอนเฟิรม์น้องๆทุกรายแล้ว วันนี้คงเป็นงานรับน้องที่ใหญ่ทีเดียว
     
    "แม้วมาพนันกันมึงว่าวันนี้มันจอดเติมngvมะ" "เชี้ยตั้มแล้ววันไหนที่มึงนั่งมาแล้วเค้าไม่จอดเติมบ้าง" "เชี้ยแต่กุว่าวันนี้ไม่จอด" "แต่กุว่ายังงัยก็จอด" ฉันเองได้ยินแว่วๆว่าจอดไม่จอดนี่แหละถึงจำเป็นต้องตื่น ตื่นปุ๊บรถก็เลี้ยวเข้าปตท.ปั๊บ บรรยากาศในรถเงียบสงัด มันเป็นเก้าโมงเช้าของวันอาทิตย์ ฉันสัมผัสถืงไอร้อนผ่าวๆเมื่อก้าวลงจากรถตู้ ไม่รู้นึกงัยวันนี้ใส่ส้นสูงมา "เออเมย์วันนี้วันอาทิตย์ไม่มีรถวิ่งนะ ต้องเดินเข้าไป" ต้นบอกอย่างเกรงใจ ฉันก้มหน้าไปมองรองเท้าแล้วถอนหายใจเล็กน้อย วันนี้สงสัยจาเมา ร้อยวันพันปีไม่เคยใส่ "เออแต่เดินไปไม่ไกลใช่ปะ" "ไม่ไกลหรอกแค่ลานวงกลมเอง" เมื่อได้ยินเพียงนั้นฉันถึงกับสดุด ตอนแรกเหมือนวันนี้จะมีแต่พวกเราแต่ที่ไหนได้bumpเค้าก็รับน้องเหมือนกัน จิงๆเราจะรับน้องกันใต้หอสมุด แต่เนื่องจากตกลงกับประทานbumpไม่ได้เราผู้น้อยจึงต้องย้ายไปลานวงกลม จิงๆแล้วต้นเองก็เคยเป็นเด็กbumpแต่ต้นเองก็บอกว่ามันไม่มีอะไรเลย เป็นอันว่าเราขอตั้งโต๊ะใต้หอสมุดยังไม่ได้เลย ฉันจึงเกิดไอเดีย "ตั้มตั้งตรงนี้แหละ" "ตั้งได้งัย แต่เออก็จริงวันนี้คงไม่มีรถวิ่งหรอกนะ" ตั้มตอบและรีบวิ่งไปหยิบโต๊ะเก้าอี้มาโดยเร็ว และเราก็นั่งกัน ตรงนั้นเลย กลางถนนหน้าหอสมุด เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะไม่เห็นโต๊ะเรา "เฮ้ยเมย์คนนั้นขาสวยเนอะ ทั้งขาวทั้งยาวเสียดายไม่ใช่เด็กแดนซ์" แต่ที่ไหนได้เธอคือเด็กสาวคนแรกที่เดินมาที่โต๊ะด้วยความมั่นใจ "สวัสดีค่ะพี่งานเต้นใช่มั๊ยคะ" "(ไหว้พระเถอะ)ใช่จ้าชื่ออะไรหรอ" "ไพลินค่ะ" สะกดยังงัยวะ นั่งคิดอยู่นานกว่าฉันจะเขียนคำว่าไพลินลงไปบนป้ายชื่อได้ (หลังจากเมาเหล้าปั่นพี่หญิงจึงเกิดอาการฟิตลุกขึ้นมาตัดป้ายชื่อทั้งคืน) หลังจากสนทนาอยู่ไม่นานไพลินเป็นถึงหลีดมหาลัยทำให้ตั้มถึงกับอึ้งไปตามๆกัน เวลาผ่านไปประมานหนึ่งชั่วโมงสรุปว่าเอ๊ะทำไมมากันน้อยจัง ตั้มบอกให้ฉันเข้าไปร่วมขบวนเนียนกันที่ลานวงกลมโดยวันนี้เรามีพี่ต่ายกลม ต่ายผอม แล้วก็ฉัน ที่ร่วมเนียนด้วย พี่ๆทุกคนมีป้ายชื่อสีม่วง และน้องๆมีป้ายสีเขียวเหลืองชมพูฟ้าและส้ม ฉันเนียนไปอยู่กลุ่มสีชมพู ในกลุ่มนี้เองฉันจึงได้เจอกับสาวหมวยชื่อตั๊กผู้กล้าสแดงออกยิ่งนัก กิจกรรมแรกเลยที่เราเล่นกันคือเกม พูดชื่อของทุกคนก่อนหน้าและรวมชื่อเรา เราจึงนั่งกันเป็นวงกลมอย่างสนุกสนาน แล้วย้ายป้ายชื่อไปไว้ด้านหลัง Image Hosted by ImageShack.us
    หารู้ไม่ว่าตาต่อไปเราไม่เพียงแต่ต้องจำชื่อแต่เราต้องจำคณะและวิชาภาคด้วย เท่านั้นไม่พอตาต่อไปเราต้องสลับที่อีก แต่จิงๆแล้วมันทำให้เราทุกคนจำชื่อกันได้แบบไม่มีวันลืม
     
    วันนั้นมีกิจกรรมมากมายมากจนฉันจำทั้งหมดเกือบไม่ได้แต่ที่รู้ๆฉันโดนลงโทษให้เต้นบ้านทรายทองด้วย ส่วนกลุ่มฉันได้ทำmvมาพรีเซนท์อีก กลุ่มอื่นได้ละคร ได้โฆษณา แต่เอ็มวี... มันจะไปยากอะไร ถ้าเพื่อนๆมองรูปข้างบนดีๆจะเห็นถังขยะสีน้ำเงินอยู่ด้านหลัง นั่นแหละอุปกรณ์ประกอบเอ็มวี อ๋อหรอ ที่มีฉันพี่ตั๊ก และสาวขี้อายอีกคนเป็นสามสาวซาซ่า เข็นถังขยะโชว์ท่าเต้นกันอย่างสุดฮา ต้องขอบคุณพี่วีที่ถอดเซอราวซาวซิสเต็มมาจากบ้านเลยเหอๆ คาดว่างานนี้ดังไปถึงทางด่วน
     
    วันนั้นทั้งวันไม่แน่ใจว่าหมดแป้งไปกี่กระป๋องแต่ที่แน่ๆพี่ต่ายผอมดีใจมากที่เธอยังไม่โดนเพราะเธอเกลียดแป้งมาก หลังจากได้เลือกแบ่งการทำงานกันไปแล้วก็ถึงเวลาสรุปและอำลา ตั้มได้เฉลยกับทุกๆคนว่าที่ผ่านมานี้ ได้มีรุ่นพี่สอดแทรกไปอยู่ในกลุ่มของทุกๆคน จิงๆแล้วจุกประสงของตั้มก็ไม่ใช่ว่าอยากจะรู้ว่าน้องคนไหนนินทาพี่บ้าง แต่จิงๆคืออยากจะรู้ว่าน้องคนไหนแอบชอบมันบ้าง สรุปแล้วคือไม่มีเลย แถมบอกอีกว่าพี่ตั้มบ้า 555+ หลังจากให้เดากันอยู่นานเราทั้งสามก็เดินออกมาจากกลุ่นน้องๆที่นั่งอยู่ ต่างคนต่างฮือฮาเพราะเราทั้งสามคนบอกว่าอายุ17ก็ยังเชื่อ ฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังพี่ต่ายผอมเล็กน้อย ถูดสกิดโดยตั้ม ตั้มจับมือฉันแล้วบีบแป้งถล่มอย่างหนักพร้อมทำหน้าชี้ไปทางพี่ต่ายผอม ฉันพยายามจะบอกว่าพี่เค้าไม่อยากเล่นแต่ก็สายไปซะแล้ว "น้องๆครับ น้องๆว่าเราควรจะทำยังงัยกับพี่ๆเนียนพวกนี้ดี แต่แป้งเราไม่เล่นหรอกนะครับเพราะเราเล่นมาเยอะแล้ว" อ้าวฉันก็คิดในใจว่าแล้วทำไมมาเทแป้งใส่มือฉัน "แต่เราก็จะเล่นนนนน" ยังไม่สิ้นสุดเสียงของตั้มแป้งทั้งหมดจากมือนับสิบก็อยู่บนหน้าพี่ต่ายผอม เป็นอันว่างานนี้ โดนทุกราย
     
     
    หลังจากถ่ายรูปรวมกันอย่างสวยงามเป็นที่เรียบร้อยต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านกลับหอ ต่างคนต่างก้าวขึ้นท้ายรถกระบะของพี่วีไปลงหน้าม. "เชี้ยมึงอย่าดริฟนะ เด๋วน้องๆตกลงมากจากหลังรถ" ตั้มพูดไม่ทันไรรถก็ออกตัวและดริฟหายไปในทางโค้ง หลังจากส่งทุกคนกลับแล้วฉันก็จะติดรถพี่วีไปลงที่บ้านต้น และตั้มก็จะไปเซ็นทรัลพระรามสามพอดี แต่มีข้อแม้ว่าเราต้องไปเอาจตุคามที่วัดแห่งหนึ่งกะพี่วีก่อน เราทั้งสี่ก็ได้เริ่มนั่งรถจากรังสิตไปฝั่งธน เป็นเวลาอันแสนยาวนานที่เราทุกคนปวดฉี่ถึงตาย ฉันเองที่ไม่เข้าห้องน้ำวัดเลย วันนี้จึงต้องจำใจเข้า ปิดหูปิดตารีบเข้ารีบออกแต่โดยเร็ว เราทั้งสามเปิดท้ายกระบะมานั่งรอพี่วีไปเอาจตุคาม นั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน และมองเด็กตัวมอมแมมเล่นกับหมาวัด โอ้วโรแมนติกเจงๆ "เมย์คนที่ชื่อตั๊กนั้นน่ารักเนอะ" "ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยื่นป้ายชื่อฉันที่ด้านหลังมีอีเมลของทุกคนให้ตั้ม "เมลพี่ไพลินก็มีนะ" ฉันตอบพร้อมได้คำตอบจากตั้มประมานว่าไม่มีใครรู้ใจตั้มไปทากกว่าฉันอีกแล้ว 55+ หลังจากนั้นทุกคคนก็เดินเข้าไปไหว้พระในวัดฉันเลยต้องเป็นคนถือจตุคามรออยู่ด้านหน้า ตอนก่อนกลับเราได้เดินผ่านบรรยากาศวัดที่นานๆครั้งฉันเองจะได้เห็น ไส้กรอกเอย ลูกชิ้น ขนมเอย ข้าวแกง น้ะแข็งใส ขนาดข้าวหลามยังมี เราขึ้นรถโดยมีต้นตามมาทีหลังพร้อมถุงหน้าตาพิกลอยู่ถุงนึง "ตะเองกินปะ" "อะไรอะ" ต้นไม่ได้ตอบเพียงแต่หยิบอะไรสักอย่างที่หน้าตาเหมือนแมลงทอดมากินอย่างเอร็ดอร่อย "เชี้ยแม้วสกปรกหวะ" ตั้มพูดแบบทนไม่ได้แล้วจิงๆ "เชี้ยตั้มสกปรกกว่านี่กูก็กินมาแล้ว เหมือนข้าวบูดวันนั้นงะ อร่อย" ต้นพูดอย่างภาคิภูมิใจ
     
    เป็นเวลาอีกไม่นานก่อนที่เราจะถึงบ้านต้น ฝนตกลงมาปรอยๆ และหลังจากลงจากรถพี่วีตั้มก็เรียกแท็กซี่ให้ฉัน "แน่ใจนะไม่ไปก่อน" ฉันถามโดยไม่รอคำตอบและก้าวขึ้นรถโดยเร็ว "คนสวยไปไหนครับ"คนขับแท็กซี่ต่างจังหวัดพุดขึ้น ซวยละตรู ดีที่บ้านฉันอยู่ไม่ไกล นั่งรถประมานสิบนาทีก็ถึง แต่ก็เป็นสิบนาทีๆฉันต้องฟังเรื่องชีวิตรักอันรันทศของพี่คนขับแท็กซี่ มิหนำซ้ำก่อนลงจากรถพี่แกยังบอกว่าอาสาไปส่งถึงรังสิตได้ทุกวัน...
     
    ถือว่าการผจญภัยของฉันในวันนี้เป็นไปด้วยดี วันนี้ฉันสนุกมาก แต่ฉันก็ไม่ลืมสังเกตุว่าพี่จอยก็มา แถมยังพาเพื่อนๆมาด้วยอีกหลายคน  ฉันเข้าไปทักพวกเค้าทีนึงตอนพักกินข้าวกลางวัน แต่ก็ไม่กล้าคุยอะไรด้วยมากนัก เพราะยิ่งมองกลุ่มพี่จอยมากเท่าใหร่ ก็ยิ่งดูเหมือนกลุ่มพี่จี้มากเท่านั้น ทุกทีที่ฉันมองไปยังเพื่อนของพี่จอยฉันไม่สามารถละสายตาจากผู้หญิงสองคนนี้ได้ คนนึงมีรูปร่างอวบเขียนอายไลน์เนอร์สะสวย พี่จอยเรียกเธอว่า พอลล่าหรือพอลลู่เนี่ยแหละได้ยินไม่ถนัด ส่วนอีกคนเป็นสาวร่างบาง หน้าตาน่ารัก ผิวขามผมยาว ชื่อน้ำหวาน ทุกทีที่หันไปมองสองคนนี้ก็จะขนลุกวาบๆๆๆ
     
    เหมือนเป็นรางอะไรสักอย่าง...อีกแล้ว
     
     
    11/2/2007

    จุดเริ่มต้น

     
    ก็ขอย้อนเวลากลับไปนิดส์นึง มารีแค่บกันหน่อยเด๋วจางง เอาเป็นคร่าวๆว่าฉันไปถึงที่ไทย1มิถุนาชิมิ วันศุกร์ที่8ไปลูมินัส วันเสาร์ที่9ไปไอซ์บาร์ วันพฤหัสที่14ฉันเริ่มไปกะพี่เบียร์ เออพอมาดูแบบนี้แล้วเวลามันผ่านไปเร็วแหะ เร็วเกินจนน่ากลัวอะ แต่แหมๆอย่าเพิ่งคิดไปนะว่าฤดูร้อนของฉันปีนี้มันจะมีเพียงแค่นี้ ถ้าทุกคนยังไม่ลืม จำได้ใช่มั๊ยว่าปีที่แล้วฉันทำอะไร ใช่ เชียงราย เชียงแสน สยาม ขายนาฬิกา ส่งน้ำ sos ดีเจๆทั้งหลาย ตั้ม ต้น มี๊ตติ้งเอ็มไทย พี่บุ๊ง พี่ชาย(กรูหน้าแตกเพล้งๆๆๆ) ซาวน่า...เย้ยหลังๆนี่อะไรก็ไม่รู้ ตอนแรกฉันนึกว่าเรื่องของปีที่แล้วมันก็จาอยู่ส่วนของปีที่แล้ว แต่มีหรอที่โลกลมๆใบนี้จาทำให้พวกเค้าไม่รู้จักกัน...
     
     
    มันเป็นเช้าวันศุกร์ที่23เดือนเดียวกันนั่นเอง ที่่ฉันต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ฉันรู้สึกว่าตัวฉันร้อนขึ้นมากว่าเมื่อคืนมาก เมื่อคืนฉันรีบเข้านอนเร็วมาก อัดดีคอลเจ้นไปสองเม็ดและหวังว่าเช้านี้จาดีขึ้น แม่บอกไว้ก่อนนอนว่าถ้าไม่ดีขึ้นพรุ่งนี้ก็อย่าไปละกัน แต่เช้านี้ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเลย ฉันกัดฟันคลานออกจากผ้าห่มลุกไปแต่งตัว ความพยายามอันแรงกล้าของฉันมันบอกว่ายังงัยวันนี้ก็ต้องไปไห้ได้ ก็สัญญาไว้แล้วนี่เนอะ แม่ถามฉันก่อนออกจากบ้าน"ไปไหนอะไม่บอกจริงๆหรอ แล้วดีขึ้นยัง" ฉันถอนหายใจร้อนๆออกมาก่อนบอกว่า"ดีขึ้นแล้วอะ เด๋วจารีบกลับน้าาาา ไม่ต้องเป็นห่วง" ฉันวิ่งลงบันไดมาถึงชั้นล่างสุดแล้วก่อนที่แม่จาถามว่า "ตกลงไปไหนยังไม่บอกเลยยยย เอาจิงนะเนี่ย" "แน่นอนแม่เพราะวันนี้จาไปเป็นพีอาร์ 555+"พูดเองยังอดขำเองไม่ได้ แล้วทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น "เมย์ ตื่นยังอะ" "ตื่นเต่อนอารายยยยจาก้าวเท้าออกจากบ้านแร้วเนี่ยมาเลยๆให้ว่องดูดิ๊ใครจาถึงก่อนกัน" "เออมาเร็วๆนะพี่จาถึงแล้วอะ" ได้ยินเพียงนั้นฉันจึงรีบใส่รองเท้าใส่เกียร์ห้าเดินอย่างฉับไวไปหน้าปากซอย ยอมเป็นนังสะก้อยซ้อนนูโวไปบีทีเอ็สอย่างเฉียบพลัน ช่องนนทรี ฉันรีบก้าวออกจากรถไฟฟ้ากวาดตามองหา แต่ก็มะเจอ 8:35 เอก็สายห้านาทีเองนะ หรือว่าจาไปซะแล้ว ฉันเดินไปสุดด้านขวาของชาญชลา มองลงไปดูสี่แยกที่วุ่นวาย ปรายตาไปยังตึกมากมายที่บดบังดวงอาทิตย์รำไร เกือบลืมไปว่านี่มะใช่หนังเรื่องfake "ฮัลโหลๆ ถึงไหนแล้วอะไหนบอกจาถึงแล้วงัย" "เฮ้ยเมย์โทดทีพี่อยู่บนรถเมล์เนี่ยรถติดมากเลย" อืม พอจานึกภาพออกกันนะทั้งปีอะนายคนนี้ ปวดหัวก็ปวด ตัวร้อนก็ตัวร้อน ฉันจึงนั่งพักตรงเก้าอี้สามตัว ข้างหลังฉันเป็นชายหน้าตาเหมือนกำลังหาเหยื่ออะไรสักอย่าง คนข้างหน้าฉันเหมือนพ่อค้าขายส่งที่กำลังขมักเขม้นอ่านหนังสือการ์ตูน ส่วนฉันนั่งอยู่ตัวกลางเหมือนเด็กโดดเรียนกำลังนั่งผอืดผะอมจะเป็นลมตาย 20 นาทีผ่านไปฉันก็รู้สึกว่าคนข้างหลังกำลังลุกขึ้น แล้วเค้าก็มานั่งข้างๆฉันพร้อมกระดาษปึกนึง "ขายประกันหรอเพ่ มะเอาอะศาสนาอิสลามไม่ซื้อประกัน" ฉันพูดก่อนที่เค้าจะมีโอกาศแค่เพียงสะดุ้ง "อ๋อปล่าวครับแค่อยากสอบแบบสอบถามนิดนึงอะครับ ได้รึปล่าว" ไหนๆก็ไหนๆละ ถึงหนีไปก็ไม่มีที่นั่งที่อื่นไม่ใช่อะไรหรอก "อะว่ามาสิคะ" "ไม่ทราบว่าตอนนี้ทำงานอะไรหรอคะ" "อ๋อก็ขายของอยู่สยามอยู่ธนิยะอะค่ะ" "เออไม่ทราบว่าจบอะไรมาหรอครับ" "อ่อยังเรียนอยุ่อะค่ะ" "เก่งจังเลยทำทั้งสองอย่างไม่ทราบเรียนอะไรที่ไหนหรอครับ" "เรียนcommunication minor markettingอยู่ที่เมกาอะค่ะ" "อ๋อหรอครับเหมาะเลย" "เหมาะอะไรหรอคะพี่" "อืมคือพี่บอกตามตรงนะครับน้องคือพี่เห็นว่าน้องน่าจะมีแวว แล้วการศึกษาก็เหมาะ(ในใจนึกว่าจาชวนไปเล่นหนัง) คือพี่กำลังสร้างทีมอะครับ" "หา(ทีมไรฟระ)" "คือบางคนอาจจะอคติกับทีมแบบนี้แต่พี่พูดตามตรงเลยนะครับคือพี่จาสร้างทีมขายประกัน" ไอ้สราดดดดดดดดดดดด ให้กรูนั่งโง่อยู่ตั้งนาน "เออแล้วเมื่อใหร่จะจบละครับเนี่ย" "อ่อคงอีกสามปีอะค่ะพี่" "งั้นอีกสามปีพี่จะโทรไปนะ" อ้าวเออมันหลอกถามเบอร์กรูไปแล้วนี่หว่า ทันใดนั้นเองเหมือนเห็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิต กำลังเดินขึ้นบันไดเก๊กหล่อมาเลย "เอ่อคือต้องไปละค่ะพี่" ฉันรีบลุกอย่างโซซัดโซเซ "แล้วอย่าลืมพี่นะครับ" ไม่สนละมาถึงตรงนี้ขอบอกว่าเดินอย่างเร็ว ฉันหันหน้าไปมองนาฬิกา "ไหนบอกว่าแปดโมงครึ่งๆ นี่มันเก้าโมงแล้ว" ฉันพูดอย่างงอนๆก่อนที่จาหันหน้าไปอีกทาง "พี่ขอโทด รถมันติดจริงๆ" "ถ้าพี่มาช้ากว่านี้อีกนิดเมย์คงได้ขายประกันแล้วอะ" พูดจบแล้วฉันก็ทำปากจู๋หน้าปลาทองอย่างที่ฉันทำประจำ ต้นเอามือมาจับแก้มปลาทองแล้วหันหน้าของฉันไปทางเค้า "เมย์ทำไมตัวร้อนอย่างเงี้ย" เอามือแปะหน้าผาก "ไม่เป็นไรหรอกเมย์กินยามาแล้ว" ฉันยิ้มพร้อมกับก้าวขึ้นรถไฟฟ้า "ไม่ไหวก็กลับได้จริงๆนะ" "จาบ้าหรอตื่นออกมาขนาดนี้แล้วยังงัยก็ต้องไป" ถึงสถานีจตุจักรแล้วแต่ทำไมสถานียังเงียบอยู่เลย เราเดินเข้าเซเว่นเพื่อหาอะไรกินรองท้อง "เมย์กินอะไรมายัง" ฉันส่ายหน้าเบาๆ ฉันหยิบน้ำเปล่ามาขวดแล้วต้นก็หยิบไปจ่าย "เมย์ไปรอข้างนอกนะ"  ฉันไม่ได้หันหน้าไปมองเพียงแต่ได้ยินว่า"พี่คับกรองทิพย์ซอง" ก่อนที่จะเดินออกไป แต่ฉันก็ไม่ลืมที่จะสังเกตเห็นมินิบันฮอทดอกอยู่ตรงที่คิดตัง ฉันอดยิ้มไม่ได้แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ขึ้นรถตู้มาได้ซักพักต้นเลยสะกิดฉัน "นี่ๆกินจิ เด๋วก็ไม่มีแรงหรอก" ฉันหัวเราะ "เห็นตั้งแต่ในเซเว่นแล้วหละ แต่ซื้อมาให้ครายกินยะ" "ทำไมอะ"ต้นถามด้วยความงุนงง และหลังจากที่จ้องถุงอยู่ประมานห้าวินาทีเค้าก็พูดคำนี้ออกมาประมานครั้งที่ห้าสิบกว่าๆ "เฮ้ย เจ๊ด ลืมอะ ขอโทดๆๆๆ นะ" ฉันส่ายหัว "เอาน้ำมาเลยนี่จากินยา" หลังจากที่ฉันกินยาไปก็เกิดอาการง่วงเฉียบพลัน "เออเอาโทสับใหม่มาเล่นหน่อยดิ" ฉันคิดแล้วคิดอีกก่อนที่จะยื่นโทรสับให้ และเมื่อต้นเปิดไปดูรูปฉันก็ทำเป็นไม่สนใจและแกล้งหลับไป "นี่ไม่ต้องเลยๆ นี่ใครเนี่ย" แหะๆแบบว่าหลักฐานเต็มประตู "อ่อนี่พี่เบียร์...มีแฟนแล๊ววววว" ฉันไม่ได้พูดอะไรมากเพียงแต่สแยะยิ้ม "ถ้างั้นฝากรูปนี้ไปให้คนนี้ด้วยละกัน"Image Hosted by ImageShack.us "อืม"ฉันหัวเราะ

     

    ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใหร่ที่ฉันหลับไปแต่ลืมตาอีกทีก็ถึงรังสิตซะแล้ว ฉันก้าวลงจากรถตู้ด้วยความซลึมซลือ "ทางนี้" ต้นเดินนำทางไปในที่ๆเป็นมากกว่ามหาวิทยาลัย "เออแล้ววันนี้มีใครมาบ้างอะ"ทันใดนั้นเองโทรสับฉันก็ดังขึ้น "จริงๆแล้วตั้มก็ต้องมานะ ป่านนี้มันคงถึงแล้วมั้ง" แล้วฉันก็เหลือบไปมองที่โทรสับ Tum sos call "ไอนี่มันตายยากเจงๆ" ฉันยื่นโทสับไปให้ต้นดูแล้วให้เค้ารับไป สักพักฉันเพิ่งคิดได้ว่าเฮ้ยแล้วตกลงตั้มมันโทรเข้าโทสับฉันทำไมวะ "ไอสัดมึงอยู่ไหนวะ เวรมึงตอนเช้านะเว้ย หา หรอ อ่อ หือ กูอยู่ที่ม.เนี่ย เออมาด้วย อืมๆ จิงดิ ดี โอเค เจอกันๆ อะคุยกะน้องเมย์" ฉันว่าต้นเองก็ลืมไปว่าจริงๆแล้วตั้มมันโทรเข้าโทสับฉัน "ฮัลโหลๆ มีไรหรอตั้ม เราอุตสาห์มาที่ม.เลยนะเนี่ย ตั้มอยู่ไหนหรอ อ๋อปล่าววันนี้เราไม่ได้เข้าสยามทำไมหรอ บ้า แต่เช้าเนี่ยนะ เหอะ ไม่เข้าอะไม่เข้า ไม่สบาย วันหลังๆ ไม่โกหกเมย์สัญญา ไม่สบายจริงๆ แค่นี้นะ เออน่า" ฉันก็งงต้นก็งง "เออตกลงตั้มมันไปทำไรที่สยามหรอ" ฉันถาม "อ๋อมันไปทำงานติดต่อเรื่องพวกสปอนเซอร์ที่สยามอะวันนี้มันคงไม่เข้าม.แล้วอะ"ฉันพยักหน้าพร้อมคิดในใจ งานพ่อมันดิยังโทรมาถามอยู่เลยว่าฉันอยู่สยามมั๊ยจาชวนไปราชเทวี ป๊าดดดด ชีวิตกรู เราเดินตามทางไปเรื่อยๆจนไปถึงหน้าตึกสิบ "เฮ้ยเชี้ยซุ้มงานอยู่ไหนวะ" "เมย์จาไปรู้หรอพี่" "ฮัลโหลมึงอยู่ไหนกันวะ โหมาเลยๆ เด๋วกรูไปเอาทรโข่งกับร่ม มึงเอาใบปลิวมา เร็วๆนะเว้ย" เค้าบอกฉันว่าจะไปไหนอย่างรวดเร็วแล้วก็กลับมาอย่างรวดเร็ว ฉันนั่งมองนักศึกษาเป็นกลุ่มๆเดินผ่านไปมาเหมือนกันเป็นภาพแปลกตา ก่อนที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำ โอ้วมันช่างทรมานเหลือเกิน วันนี้ฉันดูเหมือนฝีเดินได้จริงๆ ฉันควานหากระเป๋าเครื่องสำอางในกระเป๋าฉันแต่ก็ไม่เจอ เซ็งชีวิตเจรงๆ ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำทำหน้าปลาทองเกยตื้นอย่างสุดๆ ฉันมองดูต้นกะเพื่อนอีกคนไปลากโต๊ะมาต่อกัน กางร่ม แปะใบปลิว อย่างรวดเร็ว "เมย์มานั่งตรงนี้สิ" ฉันหยิบพัดแล้วเดินไปนั่งตรงโต๊ะรับสมัครstaffงานๆนี้ "เมย์นี่พี่ฟอรด์" ฉันยิ้มงามๆแล้วไหว้สวยๆ ฉันทำอย่างงี้อีกนับครั้งไม่ถ้วนและพยายามจำชื่อเพื่อนๆให้ได้ทั้งหมด ไม่นานคนก็เริ่มมากขึ้นแต่ก็นานๆทีที่จะมีคนเข้ามา อาจเป็นเพราะพวกเราดูน่าเกรงขามไปนิด แต่ฉันว่าคนที่เข้ามาสอบถามนั้น ก็ใจกล้าและสุดยอดจริงๆ วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ใครๆเข้ามานั่งที่โต๊ะแล้วก็ต้องยกมือไหว้ฉัน เรียกฉันว่าพี่เมย์ แล้วก็มีหญิงใจกล้าหน้าตาสวยคนนึงที่พูดๆๆๆไม่ยอมหยุดแล้วเธอก็พุดว่า "โหนี่พี่คนนี้สวยมากเลยนะคะ หน้าใส๊ใสเด๊กเด็ก" ฉันคิดในใจ ไม่ใช่ใสละแบบนี้มันซีดต่างหากไอน้อง เหอๆ หลายครั้งที่ต้นส่งทรโข่งมาให้ฉันแต่ฉันก็ไม่กล้าพูดสักที แต่ไหนๆก็มาละเอาสักทีวะ แต่พอฉันอ้าปากพูดไม่กี่คำ เกือบทุกคนที่โรงอาหาร และคนที่ยืนรอรถอยู่ถึงกับหยุดคุย และหันมามอง ต้นและพี่ฟอรด์และทุกๆคนเองก็ถึงกับงง "เฮ้ยทำไมเวลากรูพูดไม่เห็นตั้งใจฟังกันแบบนี้เลยวะ" ทุกคนหัวเราะ "อะพอละ" ฉันยื่นทรโข่งคืน "เฮ้ยต่อดิๆๆ" ฉันส่ายหัว "แม้วได้กี่คนแล้วอะ" เสียงผู้หญิงใจดีๆถามมาจากข้างหลัง "วันนี้8แล้วอะแน๊ค" ต้นตอบ "อ่าวแล้วนี่แฟนแม้วหรอ" ฉันหันไปยิ้มพร้อมยกสองมือขึ้นมาโบกแบบว่าไม่ใช่อะค่ะ "เมย์นี่พี่แน๊ค แน๊คนี่น้องเมย์" พี่แน๊คยิ้มอย่างเนียนๆวางมือบนบ่าเราก่อนที่ฉันจะยกมือไหว้แล้วบอกว่า"เออไม่ต้องบอกก็รู้" ยิ้มๆงง 555+ "เมย์กินข้าวมายังจ๊ะ" ฉันรีบตอบอย่างรวดเร็ว "ยังเลยค่ะพี่" "ปะงั้นไปหาอะไรกินกัน" อ่อค่ะ "เฮ๊ยไม่เป็นไรแน๊คเด๋วกุไปซื้อให้เองเอาไรอะ" ต้นรีบสวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ฉันนั่งคุยกับพี่แน๊คอยู่ไม่นานต้นก็ยกข้าวหมกไก่มาให้ "แหะๆไม่ลืมละคราวนี้" ฉันเกลียดมากๆกับการกินข้าวตอนที่ไม่สบาย ขนาดวันนี้มีคนเลี้ยงนะเนี่ย "แม้วเพื่อนเธอเป็นอะไรอะ ดูหน้าตึงๆ ทำไมแกไม่ดูแลเลยวะ" ฉันค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจากการกินข้าวอันผอืดผะอมของฉัน "อ๋อไม่มีไรค่ะพี่แค่วันนี้เมย์ไม่สบายม๊ากมากเท่านั้นเอง" ฉันชิงตอบก่อนต้น "เออถ้างั้นพี่ไปซื้อยาให้นะ" "ไม่เป็นไรเมย์ไปด้วยๆ" ฉันรีบรวบช้อนเก็บจานอย่างรวดเร็วก่อนที่ต้นจะเอาไปเก็บที่โรงอาหาร ทันใดนั้นเองเสียงโทรสับก็ดังขึ้นฉันสะดุ้งเล็กน้อย "ฮัลโหลๆ นึกว่าวันนี้จะไม่โทรมาแล้วนะคะ" "หนูอยู่ไหน ไม่สบายออกมาข้างนอกทำไม"รู้สึกว่าฉันจะกลัวคำถามนี้นิดๆ"อยู่ที่ม.ค่ะ ไม่ต้องดีใจนะคะหนูไม่ได้อยู่กล้วย หนูอยู่รังสิตค่ะมาช่วยเพื่อนทำงานนิดหน่อย" "อืมใครให้ไป" ไมดุจังเยยงะ "ก็หนูจำเป็นอะค่ะพี่" "แล้วตอนนี้อยู่ตรงไหน" "หน้าตึกสิบค่ะ" "มีปัญหาอะไรหนูบอกพี่ได้นะแล้วพี่จะส่งคนไป โอเคมั๊ย" โอ้วเส้นใหญ่เฟร้ยยย "โอเคค่ะ หนูคิดถึงพี่นะคะ" "พี่ก็คิดถึงหนู แล้วพี่ก็ดูหนูอยู่นะ" "ค่ะๆ สวัสดีค่ะ" วางสายปุ๊บขนลุกปั๊บ ไม่รู้ต้นกลับมาตั้งแต่เมื่อใหร่ "ปะเมย์ไปซื้อยา" ฉันรู้สึกดีขึ้นมากที่ได้ยืนยืดเส้นยืดสาย เราเดินกลับมาที่ซุ้มและฉันก็เจอกับพี่ผู้หญิงอีกคน "อ้าวแม้วแฟนมึงหรอ" อีกครั้งที่ฉันต้องฉันหันไปยิ้มพร้อมยกสองมือขึ้นมาโบกแบบว่าไม่ใช่อะค่ะ "เมย์นี่พี่หญิง หญิงนี่น้องเมย์" ฉันยกมือขึ้นไหว้สาวผมทองหุ่นงามอัธยาสัยดี "เอ้ากินขนมกันๆ" พี่หญิงวางจานขนมเปียกปูนลงบนโต๊ะ แต่ฉันก็ไม่กล้าแตะ แต่สักพักนึงไม้จิ้มขนมเปียกปูนก็ลอยมาที่ปากฉัน อ้ำๆๆ "โหแม้วป้อนเราบ้างดิ" พี่หญิงและพี่แน๊คพูดเป็นเสียงเดียวกัน เฮ้อยังเคี้ยวไม่ทันเสร็จก็โดนแซวละตรู "อ้าวไอวีมาตั้งแต่เมื่อใหร่เนี่ย"พี่วีนั่งลงและจิ้มขนมเปียกปูนเข้าปาก"อ้าวแม้วนี่แฟนมึงหรอ" อีกครั้งที่ฉันหันไปยิ้มพร้อมยกสองมือขึ้นมาโบกแบบว่าไม่ใช่อะค่ะ "เมย์นี่ไอวี วีนี่น้องเมย์" และอีกครั้งที่ฉันยกมือไหว้งามๆ พี่วียกมือขึ้นพร้อมทั้งไม้จิ้มขนม 

    "ปะเก็บๆสี่โมงละ"ใครสักคนนึงพูด หลังจากนั้นซุ้มก็ถูกเก็บรวดเร็วกว่าตอนถูกจัดซะอีก ฉันดีใจที่จะได้กลับบ้านสักที แต่ยังไม่ทันคิดได้นาน "เออไอวีกลับกับกูกะน้องเมย์ใช่มั๊ย" "อืมใช่ไปยังอะ" "เออพอดีป๋ามีเรื่องอยากให้ช่วยหวะเด๋วกูไปดูก่อนนะว่ามายัง" ป๋าคืออาจารย์ภาษาอังกิดท่านหนึ่งฉันจำชื่อไม่ได้ละ แต่ป๋าสนิทกะต้นมากและมักพาต้นไปเลี้ยงอาบอบนวดอยู่บ่อยๆ 555+ "เอองั้นกุนั่งรอกะน้องเมย์ละกัน" แม้วโทรไปหาป๋าและป๋าก็บอกว่าจวนจาถึงแล้ว เรารอประมานยี่สิบนาทีแต่ก็ไม่มีวี่แววของป๋า หลายครั้งมากที่ต้นเดินไปดูที่ลานจอดรถ ระหว่างที่เรานั่งรออยู่นั่งเอง "เมย์นี่น้ำใครอะ" "อ๋อน้ำเมย์ค่ะแต่..." ยังไม่ทันบอกเลยว่าฉันเป็นหวัดพี่แกก็เล่นกรอกไปครึ่งขวดแล้ว "แต่เมย์เป็นหวัดนะคะพี่" "อ๋อไม่เป็นไรค่ะพี่ภูมิต้านทานแข็งอยู่แล้ว" ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้ชายชอบบอกว่าภูมิคุ้มกันดี แต่ฉันก็ไม่อยากพูดว่านานๆทีฉันก็เป็นหวัดเหมือนกัน แล้วถ้าฉันเป็นขึ้นมามันก็สุดๆจริงๆ และเมื่อต้นดินกลับมานั่งเอง"เมย์พี่กินน้ำหน่อยนะ" และก่อนที่ฉันจะเอ่ยปากอะไรเช่นกันน้ำก็หมดขวดแล้ว และเราก็ตัดสินใจไปห้องพักอาจารย์ ฉันพี่วีและต้นแยกย้ายจาพี่แน๊คและพี่หญิงตรงม้านั่งหินใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าตึกสิบ เราเดินเข้าลิฟท์ขึ้นไปชั้นสี่และทันใดนั้นเองท่ามกลางความเงียบสงัดโทรสับฉันก็ดังขึ้น "ฮัลโหลๆ อยู่ในลิฟท์ค่ะ" "เย็นแล้วนะทำไมยังไม่กลับคะ แล้วเมื่อใหร่จะถึงบ้าน" "อ๋อพอดีกำลังจะไปคุยกับอาจารย์แป๊บนึงอะค่ะกำลังจะกลับแล้ว" "เฮ้ยแป๊บนึงนะหนูแฟนพี่มา เด๋วโทรกลับไป" แล้วสายก็ตัดไปตอนที่เดินออกจากลิฟท์ บรรยากาศหนาวเย็นและเงียบสงัดเมื่อย่างก้าวเข้าห้องพักอาจารย์ ป้ายหน้าห้องป๋าเป็นสีแดงที่เขียนว่า ไม่อยู่ แต่ต้นก็ยังเปิดเข้าไป 555+ "เฮ้ยพวกมึงออกไปรอกุข้างนอกก่อน" ฉันและพี่วียืนเกาะระเบียงดูดบุหรี่รอก็แล้ว นั่งพิงระเบียงแบ่งกันดูดยาดมก็แล้ว ถามไถ่เรื่องของแต่ละคนจนจะรู้ประวัติไปถึงปู่ทวดย่าทวดละ โอยเวียนหัวจะเป็นลม และแล้วต้นก็ออกมา "เฮ้ยป๋างอนกูหวะ บอกว่ากุชอบมาสาย ไม่มาตามนัด แต่กุก็เป็นคนตรงต่อเวลานะเว้ย" ตรงตงไหนฟระ เห้อ ทันใดนั้นเองทันทีที่พวกเราก้าวกลับเข้าไปในห้องพักอาจารย์ โทรสับฉันก็ดังขึ้นอีกครั้ง ไอตอนที่อยู่ข้างนอกตั้งนานก็ไม่ดังเนอะ "ฮัลโหลหนูเมื่อกี้พี่ขอโทดนะ แต่ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก" "กำลังจะคุยกะอาจารย์เลยค่ะพี่" "อ๋อถ้างั้นถ้าหนูจะกลับรถตู้พี่ฝากหนูไปกับเพื่อนพี่ได้นะ" "ไม่ต้องก็ได้ค่ะพี่เด๋วนู้กลับเองได้ค่ะเกรงจายยย" "งั้นก็รีบกลับนะถึงบ้านแล้วเด๋วพี่โทรไปนะคะ บะบายค่ะ" ฉันรีบปิดเสียงโทรสับแล้วก็คลานเข้าห้องป๋า(ฟังดูแล้วทะแม่งๆแฮะ) ส่วนคุยกันเรื่องไรนั้นไม่บอกดีก่า 555+ แล้วป๋าก็ได้จัดแจงให้ต้นมาคุมสอบวิชาของป๋าพรุ่งนี้ด้วยเพราะป๋าจาเบี้ยว แถมให้ต้นให้คะแนนอีก โอ้ว ตอนแรกฉันก็อยากไปด้วยนะแต่รางกายไม่อำนวยจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ลงมาซื้อตั๋วและก็ขึ้นรถตู้ไปอนุเสาวรีเนื่องจากฉันไม่สามารถลากตัวเองไปถึงรถngvได้ ขอบอกว่าขึ้นรถปุ๊บหลับเป็นตายยยมาตื่นอีกทีคือลงทางด่วนมาแล้วต้นบอกว่ารถติดนานมาก ตื่นปุ๊บก็โดนใช้ทำการบ้านปั๊บ นั่งเปลี่ยนarticleในหนังสือพิมพ์ให้การเป็นภาษาพูด ปวดหัวชะมัด หลังจากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟฟ้าทั้งต้นและพี่วีมาส่งฉันถึงสะพานตากสินแล้วเราก็แยกกัน

    ถึงบ้านปุ๊บก็รีบโทรหาพี่เบียร์เอ๊ยพี่เบียร์โทรมาหาดิ ตามระเบียบและเข้านอนโดยเร็ว หลับเป็นตายเลย ตื่นมาวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่สบายอยู่เล็กน้อยแต่ก็จัดแจงกินยาไปจนหาย เย็นวันนั้นฉันก็ได้โทรไปถามต้นว่าตกลงไปแทนป๋าทันรึป่าวเพราะตั้งแปดโมงเช้าแหนะ และคำตอบที่ฉันได้นะหรอ "เมย์ หวัดอะไรวะเนี่ย พี่กะไอวีตัวร้อนไข้ขึ้นทั้งคืนเลยยยย ทรมานโคตรอะๆ เมื่อวานเมย์ไปไหวได้งัยเนี่ย เข้าใจแล้วหละ ขอบคุณนะ" และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ฉันไม่รู้เลยว่าการรู้จักพวกคนเหล่านี้จะทำให้เกิดความทรงจำดีๆ และเรื่องวุ่นวายๆขึ้นอีกมากมาย  อีกแล้วครับพ่อแม่พี่น้อง


    9/28/2007

    LM light ซองนึงครับ

    งืมๆงำๆ "ฮัลโหลๆขอสายเมย์ครับ" ขอบอกว่าความรู้สึกตอนนั้นคือ อึ้ง กิม กี่ ฉันเอาโทรศัพท์ออกจากหูมาดูอีกทีให้แน่ใจ ไม่ว่าจาขยี้ตากี่ครั้งมันก็เขียนว่า  Call ICEBAR (โทรศัพท์ยื้มพี่ยิ้มมา อิอิ) ไม่เคยรู้เลยว่าเด๋วนี้ผู้ชายเค้าขอเบอร์แล้วเค้าโทรมาจริงๆ "ฮัลโหลสวัสดีค่ะพูดอยู่ค่ะ" เสียงเล็กๆอันสั่นครอนของฉันตอบไปอย่างไร้ประสปการณ์ "ถ้าเกิดพี่วางไปหนูอย่าโกรธน้าาา" (เสียงงัวเงียและออดอ้อนมาก) ฟังแล้วใจละลายยย "อ้าวทำไมหละคะแบตจะหมดหรอ" "ปล่าวค่ะแฟนพี่อาบน้ำอยู่" กำ เซ็งๆๆๆ "แล้วทำไมเสียงเป็นงั้นเพิ่งตื่นหรอคะ" "ใช่ ก็พ่อตื่นปุ๊บก็เลยคิดถึงหนูเป็นอย่างแรกเลย" เน่าๆๆๆ ฉันก็ไม่ได้ตอบอะไรไป "เมื่อคืนเนี้ย พี่สาวพี่จริงๆนะ" เงียบ "ไม่เชื่อหรอ" ตอนนั้นฉันก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี "เชื่อก็ดะ"ฉันตอบไปอย่างห้วนๆ เฮ้อผู้หญิงเนอะผู้หญิง ฉันก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าตอนนั้นเราคุยอะไรกันบ้างแต่ไปๆมาๆไม่รู้อิท่าไหนแฟนอาบน้ำประมานชั่วโมงกว่าๆ  ฉันสามารถรู้สึกในตอนนั้นได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของfriendshipที่สวยงาม คืนนั้นฉันล้มตัวนอนลงด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า คิดถึงทุกถ้อยคำต่างๆที่ผ่านมาและหลับตาไปพร้อมรอวันใหม่และคำสัญญาที่พี่เบียร์บอกว่า "แล้วพรุ่งนี้พี่โทรไปหานะคะ" ถือว่าเป็นผู้ชายที่รักษาคำสัญญาได้ดีมาก เค้าโทรมาหาฉันทุกวัน ทุกเวลาที่ไม่ได้อยู่กับแฟน หรือแม้แต่ตอนบอกแฟนว่าไปเข้าห้องน้ำ สองสามนาทียังโทร ฉันก็ยังแปลกใจเพราะฉันก็ไม่ใช่คนคุยเก่งอะไร คิดแล้วก็ขำ
     
    มาถึงวันพฤหัสที่14มิถุนาหลังจากที่เราคุยกันมา 5 วันเต็มๆ วันนี้พี่เบียร์โทรมาแต่เช้า เพราะทุกวันอังคารและพฤหัสมีเรียนตอนเช้า "เอ...พี่จะไปเรียนหรือจาไปหาหนูดีน้าาาา" ใจและสมองที่ลอยๆของฉันถึงกับหยุดชะงัก  "555 ตลกละพี่" หลายคนมากที่บอกจะมาหาฉัน แต่ก็ไม่เคยมีใครเล๊ยที่เคยมาเหยียบบ้านฉัน (ต้องให้ฉันถ่อสังขารไปหาอยู่เรื่อย) "หนูๆบ้านอยู่ไหน" เสียงซีเรียสมากๆ "ว๊ายยย จารู้ไปทำม๊ายยยย" ขึ้นเสียงสูงสุดยอด และก็ไม่รู้คุยกันอีท่าไหน เสียงที่ฉันได้ยินต่อไปคือ "พี่ครับเจริญกรุง107" อ้าวเวรละทีนี้ ขึ้นแท็กซี่มาเรยครับท่านผู้อ่าน น้ำก็ยังไม่ได้อาบ หน้าก็ยังดูมะด้ายยย "หนูๆพี่จาถึงแล้วนะ" กรี๊ดดดด อาบน้ำแต่งหน้าทำผมใน20นาที(นี่เร็วแล้วนะ หุหุ เสียงเวลาก็ตอนเลือกเสื้อนี่แหละ ไม่เคยถูกใจเรยสักตัว) ฉันสาวท้าวสั้นๆก้าวยาวๆออกไปหน้าปากซอยด้วยความรวดเร็ว ไม่คิดที่จะสบหน้าและทักทายใครทั้งนั้น ชายหนุ่มมาดเทห์แต่งตัวดีเซทผมมาอย่างหล่อยืนรอฉันอยู่หน้าเซเว่น อดคิดในใจไม่ได้ว่าหล่อโคตรๆๆ เอาจริงหรอเนี่ย เอางัยก็เอากันไหนๆก็มาถึงขั้นนี้ละ เกลียดมั๊ยเวลาที่คุณนัดใครแล้วแบบว่าเห็นเค้าอยู่ไกลๆแล้วเค้าก็เห็นคุณแล้วเค้าก็มองคุณเดินไม่ละสายตาแล้วคุณก็ไม่รู้ว่าจาเดินอิท่าไหนหรือจาทำหน้ายังงัย วันนี้ฉันรู้สึกเตี้ยเป็นพิเศษ ฉันค่อยๆแหงนหน้าขึ้นไปมองช้าๆและพยายามเก็บรอยยิ้มเวอร์ๆเอาไว้ แต่คนที่ยิ้มจนเกือบขำก็คือพี่เบียร์ "ขำไรอะพี่" ทำหน้างงแต่ยังแอบน่ารัก หุหุ  พี่เบียร์ค่อยๆเอามือของเค้ามาปาดแก้มฉัน "หนูแต่งหน้าภาษาอะไรเนี่ย แป้งเป็นปื้นเลย" คนพูดยังขำไม่หาย "จิงหรอพี่เห็นชัดปะ" พี่เบียร์ถึงกับส่ายหน้า "ก็หนูรีบหนิ ใครจะไปรู้ว่าจามาจริงๆ" ฉันแอบอมยิ้มเล็กน้อย "ไปไหนดีคะ" "เว้ยยย อย่ามาถามหนูเลยเรื่องพวกนี้" ฉันไม่เคยมีไอเดียเรื่องแบบนี้เลยจริงๆ หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน เราก็ตกลงว่าจาไปคุยกะพี่ชายเค้าแล้วก็แวะไปเอาของที่บ้านพี่เบียร์ก่อนไปสยาม ก่อนจาขึ้นแท็กซี่เราก็เข้าเซเว่น พี่เบียร์หยิบน้ำผลไม้สองกล่อง เดินไปที่เค้าเตอร์ "พี่ฮับlm light ซองนึง" แล้วก็ขาดไม่ได้คือหมากฝรั่งdentine iceสีดำ แบบเดียวกะที่เค้ายัดเข้าปากฉันเมื่อคืนก่อน เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้(ไม่รู้จายิ้มอะไรมากมาย) ฉันไม่รู้เลยว่าroutineแบบนี้ฉันจะทำมันไปตลอดสามเดือนข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีสักครั้งที่ฉันจารู้สึกเบื่อ Image Hosted by ImageShack.us ขึ้นรถแท็กซี่มาไม่นานก็เลยจัดการถ่ายรูปเล็กน้อย อิอิ พี่เบียร์ไม่ยอมถอดแว่นจริงๆ ปรากฎว่าบ้านเค้าไม่ได้อยู่ไกลที่ไหนได้สี่พระยานี่เองนั่งรถไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงแล้ว จัดการไหว้ผู้ใหญ่เรียบร้อยก็เอาของแล้วก็ไปต่อสยาม ไม่รู้พี่แกทำได้งัยแต่เรียกตุ๊กๆ40บาทไปจนได้
     
    ไปๆมาๆจริงๆแล้วพี่เบียร์ก็ไม่ใช่เด็กสยามน้อยไปกว่าฉันเลย เคยเป็นเด็กร้านอาบังซะด้วย ฉันยังจำได้สมัยตอนที่ฉันส่งน้ำ อาบังชอบสั่งน้ำเขียว แล้วไม่รู้ทำไมก่อนไปร้านบังทีไรก็ต้องส่องกระจกก่อน เดินไปถึงร้านบังทีไรก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที ฉันมักจะไม่ค่อยสนใจวัยรุ่นแต่งตัวแนวๆที่นั่งกันเป็นกลุ่มๆอยู่ข้านร้านบัง แต่ก็รู้สึกเหมือนมีความรักรอบตัว(จนตั้มยังเคยแซวว่าเราแอบไปมีหนุ่มอยู่ซอยนั้น) อิอิ คิดๆดูแล้วไม่แน่เราสองคนอาจจะเคยเจอกันแล้วก็ได้ เพียงแต่โชคชะตามันยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้พบกัน เราก็คงได้แค่เดินผ่านไปผ่านมาก็เท่านั้น ฉันถึงกับอดขำไม่ได้เมื่อไอ้พี่ดีเจสยามที่มันชอบกวนตีนฉันเห็นฉันเดินอยู่กะพี่เบียร์ เพราะว่าเค้าก็รู้จักพี่เบียร์ "ไม่ต้องบอกโบนะพี่" พี่เบียร์บอกแล้วไอพี่กวนตีนยังทำหน้างงๆ พี่เค้าก็มองฉันและเค้าก็รู้ว่าฉันอะไอเด็กส่งน้ำที่กวนเค้าด้วยสายตาอยู่บ่อยๆ แต่ก็อึ้งที่วันนี้ฉันเดินอยู่กะพี่เบียร์ 555+สะจายยย หลังจากนั้นเราก็ไปทำmarkettingกันเล็กน้อยกับผู้จัดการของธนาคารธนสยามเอ๊ยไทยธนาคารสิ(คิดถึงสมัยเล่นหุ้นก่อนฟองสบู่แตก555)สาขาสยาม เลขาที่นั่งอยู่ตรงนั้นอดขำไม่ได้เมื่อเราบอกว่าเรามาขอพบจากicebar และก็ถึงเวลาที่พี่เบียร์ต้องกลับกล้วย ฉันก็ติดแท็กซี่เค้าไปลงที่ธนิยะ ทุกครั้งที่ฉันและพี่เบียร์ต้องแยกจากกันถ้าเค้ายังไม่ถึงมหาลัยเค้าก็ต้องโทรคุยกะฉันเสมอ(ไม่รู้จาคุยอะไรกันนักหนา)  พอถึงร้านปุ้บทั้งพี่ยิ้มและพี่อ้นก็หาว่าฉันบ้า นั่งยิ้มยืนยิ้มอยู่ได้ทั้งวัน
     
    พี่เบียร์มาหาฉันทุกเช้าวันอังคารและพฤหัส เอาการบ้านมาให้ทำบ้าง ข้อสอบบ้าง พาฉันไปกินข้าวบ้าง และแต่งตัวเรียบร้อยเพื่อมาหวัดดีแม่ฉันทุกครั้ง "หนูมีบุญนะเนี่ย ได้เห็นพี่ใส่ชุดนักศึกษา" คราวนี้ฉันกลับเป็นฝ่ายต้องส่ายหัวImage Hosted by ImageShack.us 
     
    สามเดือนผ่านไปทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม พี่เบียร์ไม่ได้โทรมามากขึ้นหรือน้อยลง เค้ามาหาฉันสม่ำเสมอและเราก็คุยกันทุกวัน และก็มาถึงวันธรรมดาวันหนึ่ง ฉันค่อยๆนอนทำข้อสอบcritical readingบนหลังของพี่เบียร์เพลงก็กำลังชิวๆ ฉันก็นึกถึงวันที่ฉันต้องกลับเมกา คำถามมากมายเข้ามาในหัวฉัน เยอะมากจนขี้เกียจจะพิม ไม่เอาเราต้องไม่คิด ฉันนึกและเปลี่ยนมาคิดถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นตลอดมาแทน ฉันเหลือบไปมองพี่เบียร์ที่หลับไปแล้วและไม่นานฉันเองก็ผลอยหลับไปบนหลังของเขา(ปากกายังคามืออยู่เลย) โดยไม่รู้เลยว่าความโกลาหลวุ่นวายเพราะความพร่อยของปากของฉันมันกำลังรออยู่ไม่ช้าข้างหน้านี้...อีกแล้วครับท่าน

     

    ปล. อิอิ ไม่รุ้นะว่าชอบอ่านเรื่องราวชีวิตเรากันขนาดนี้ เห็นเข้ามาดูกันเยอะเชียว แต่จาโกรธมากเลยนะถ้าต่อไปนี้อ่านแล้วไม่เมนต์(ขู่ๆ)


     
     

    9/8/2007

    ผับปิดแล้วยังมิอยากกลับ นอนคนเดียวไม่ค่อยหลับก็ ขอให้ยกมือขึ้น

    ด้วยความที่ยังไม่หายเศร้าจากเมื่อวานที่แอบร้องไห้ที่ลูมินัส วิญญานแอบชอบผู้ชายน่ารักของฉันก็แอบเข้าสิงอีกแล้น หลังจากกำลังเต้นกันอย่างเมามันฉันก็กระซิบบอกพี่ยิ้ม"พี่ๆพี่เบียร์น่ารักดีอะ"พี่แกก็ตอบกลับมาว่า"แกชอบมันหรอ"ฉันก็พยักหน้าด้วยความเมาและเขินกลับไป พี่แกตอบมาอย่างรวดเร็ว"เฮ๊ย เด๋วจัดให้" ยังไม่ทันหมดแก้วเลยจู่ๆสเป็นเซอร์ก็ฉุดฉันไปนั่งคุยด้วย "เด๋วจัดให้" Image Hosted by ImageShack.us พี่แกพูดพร้อมตบหลังฉันสองทีประมานว่าไปเต้นต่อปะ และแล้วพี่เบียร์ก็กลับมาดูโต๊ะเราอีกครั้ง พี่ยิ้มรีบคว้าแก้วพี่เบียร์จากมือแล้วถล่มเหล้าลงไปอย่างไม่ยัง พร้อมเอ่ยว่าเป็นการขอบคุณที่เทคแคร์พี่เค้ามาหลายครั้งแล้ว เสร็จแล้วพี่เบียร์ก็โดนสเป็นเซอร์ลากไปคุยด้วย ฉันรู้เล๊ยยยยว่ากะลังพูดเรื่องอารายกันอยู่ ต่างคนก็แอบยิ้ม แบบว่าหัวใจจะวาย สงสัยกินมากไปหน่อย เหอๆ จากที่เจ็บคอตอนนี้หลังจากหมดไปหลายแก้วก็หายสนิทแล้น  หลังจากที่ฉันนั่งม้วนอยุ่หลายนาทีก็โดนสเป็นเซอร์ตบเข้าให้"i have planted the seed, แล้วมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไม ไป๊"แล้วสเป็นเซอร์ก็ดันฉันไปเบียดกะพี่เบียร์ เสียดายนะมะมีใครถ่ายรูปไว้ หน้าคงแดงเป็นแตงโม หลังจากที่เขินบิดไปบิดมาอยุ่นานเราก็เริ่มคุยกัน เพิ่งรู้นะว่าคุยกันในผับมันดีอย่างงี้นี่เอง ต้องเอาปากไปแนบข้างๆหูถึงจาได้ยิน อิอิ เราถามไถ่เรื่องทั่วไปอยุ่สักพัก แล้วพี่เบียร์ก็บอกว่า พอดีวันนี้พี่ชายมาเลยต้องเดินไปดูโต๊ะพี่ชายด้วย และเค้าก็จากไป หลังจากที่กินๆๆๆแล้วก็เต้นๆๆๆ Image Hosted by ImageShack.us เค้าก็กลับมาอีกครั้ง เหมือนว่าฉันจะเมาได้ที่ในระดับนึงฉันนึกว่าเค้าจาเอาแก้วมาชน ที่ไหนได้"ส่งแก้วมาให้พี่จิ"พอเหลือบไปมองอีกที อ้าวหมดแล้วหนิหว่า เอิ๊กๆ พอพี่เบียร์ไปชงให้เราเสร็จแก้วพี่เค้าก็หมดแล้ว พี่เค้าถึงกับส่ายหัวให้ ตอนนี้ฉันก็อายน้อยลงและทันใดนั้นเอง ขอผมจับขอผมทัช อย่าทำทะลึ่งนะเบ่เบ๋ กรี๊ดดดด เพลงช้านๆ เราก็เลยเต้นกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนจบเพลง แล้วพี่เบียร์ก็หยิบหมากฝรั่งที่เพิ่งซื้อมา แล้วก็ยัดสองเม็ดเข้าปากฉัน แล้วก็สองเม็ดเข้าปากเค้าก่อนที่จะดูดบุหรี่ ฉันทนความฉุนขึ้นจมูกแทบไม่ได้ แต่พี่เบียร์กลับเคี้ยวเฉย ดูดบุหรี่เสร็จพี่เค้าก็คาย แล้วก็แบมือให้ฉันคาย ประมานว่าตอนนั้นสมองยังไม่สั่งงานแล้วฉันก็เคี้ยวต่อไป จนสักพักนึกได้ อ้าวให้ฉันคายแล้วหรอ ยังฉุนอยู่เลยนะเนี่ย เหอๆ จากนั้นพี่เค้าก็ดึงฉันมานั่งพักหลังจากซดหมดไปอีกหนึ่งแก้ว มือข้างขวาของฉันเย็นเฉียบ มือข้างซ้ายร้อนผ่าวเนื่อจากบีบมือพี่เค้าไว้แน่น "เมย์ๆพี่มีแฟนแล้วนะ...ก็แค่อยากบอกให้รู้ไว้"แล้วทันใดนั้นความเงียบก็เข้ามาปรกคลุม แบบว่าเมื่อคืนเพิ่งร้องเอง โอ้ยไม่เอาแล้วนะไม่อยากร้องไห้แล้ว เพราะว่าเวลาเมา อะไรๆมาฉันคนนี้ก็ร้องหมด "ไม่ต้องห่วงค่ะเมย์ไม่แย่งแฟนใครอยู่แล้ว"  แล้วพี่เบียร์ก็บอกว่าต้องไปดูโต๊ะพี่ชายแล้วเค้าก็ดันฉันให้ลุกขึ้นไปเต้น "ไปเต้นกะพี่ยิ้มค่ะ" แล้วเค้าก็จากไปอีกครั้ง หลังจากที่เต้นไปอีกไม่นานเค้าก็กลับมา พร้อมกับ ผู้หญิงอีกคน "เมย์เชื่อมั๊ยนี่พี่สาวพี่" อึ้งๆๆๆ ผู้หยิงคนนั้นขาวสวยหมวยแห้ง ใช่เลยสเป็กม.กรุงเทพชัดๆ ฉันถึงกับเข่าอ่อน "พอดีพี่เค้าอยากให้พามารู้จักอะ" ฉันทำความรู้จักไปด้วยมารยาท แต่ในใจลึกๆนั้น มันทั้งเจ็บปวดอยากจาร้องไห้สุดๆ แล้วเค้าก็ไปคุยกะพี่ยิ้ม ตอนนั้นเองที่ฉันกลับไปนั่งที่โซฟาเอาหน้าซบใหล่สเป็นเซอร์ "เป็นอะไรมาอีกแล้วหละ" "look he brought her over to the table เค้าสวยกว่าเมย์ตั้งเยอะแหนะ" blah blah blah หลังจากที่ปลอบฉันอยู่นานฉันก็ทำใจไว้แล้วว่าพี่เค้าคงไม่กลับมาแล้วมั้ง กึ๊บๆหมดไปอีกสองแก้ว เพลงกำลังมันส์แต่ฉันก็ลุกขึ้นร้องไม่ไหวแล้ว มันท้อเหลือเกิน แล้วอินโทรเพลงๆนึงก็ดังขึ้น เพลงที่เปิดบ่อยเหลือเกินในผับ แต่ยังงัยก็ไม่โดนใจเท่าวันนี้ นักร้องนำก็พูดว่า "เอ้าคืนนี้คนโสดคนไหนอยากเป็นคนที่ถูกรักบ้าง" ทั้งสาวทั้งหนุ่มในร้านถึงกับยกมือกระโดดๆกรี๊ดๆๆกันให้ลั่น ฉันเองก็นั่งยกมือกรี๊ดจนสุดเสียง แล้วทันใดนั้นเอง หลังจากที่กรี๊ดเสร็จ คำขอของฉันก็ได้ผล คนที่เบียดผู้คนอันหนาแน่นมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วก็ชี้นิ้วไปที่ตัวเค้าเอง ตอนนั้นมือที่ยังยกคาไว้ของฉันยังไม่ได้เอาลงด้วยซ้ำ ฉันจึงลุกกระโจนกระโดดกอดพี่เบียร์ไว้อย่างแรง "เมย์ก็เอากะเค้าด้วยหรอ" "ก็อยากเป็นคนที่ถูกรักเหมือนกันนี่คะ" น้ำเน่าเข้าไปช้านนนนนนนนนน เวลาเมาอะนะอะไรก็หยุดไม่อยู่คนเรา แต่เฮ้อกระซิบเข้าหูกันทีไรทำไมหัวใจมันร้อนวาบๆทุกทีเลย Image Hosted by ImageShack.us  พี่เบียร์และฉันนั่งลงหลังจากเพลงจบ "พี่รู้มั๊ยคะคนที่ถูกรักภาษาอังกิดพูดว่างัย" "the one who want to be loved" และหลังจากเต้นกันอีกไม่นานก็ถึงเวลาร้านปิด "เมย์คนเมื่อกี้อะพี่สาวพี่จิงๆนะ เชื่อป่าว" "อืมเชื่อก็ดะ" (แอบงอนอยู่เล็กน้อย) "ขอบคุนนะคะที่พาเมย์เข้ามาวันนี้" และก็จับการจุ๊บไปทีนึง "แล้วจะโทรไปคับ" และก็จุ๊บอีกทีนึง แบบว่าหน้าแดงมากมาย เสร็จแล้วพี่เบียร์ก็ออกมาส่ง ไม่รู้เป็นงัยมางัยรถวอลโว่พี่เคนมาจอดอยู่หน้าทางออกซะแล้ว เวลาประมานตีหนึ่งสิบห้า "พี่ครับๆดอกกุหลาบมัียครับ"เด็กชายตัวดำๆน้อยๆที่ประแป้งซะหน้าขาวเดินเอาช่อกุหลาบมาสะกิดฉัน "ไม่เอาอะไม่มีแฟน" ฉันตอบย้ำมันไปหลายรอบแต่มันก็ไม่ไปสักทีจนฉันเริ่มรำคาญ "ยังอยากขายที่นี่อยู่มะ งั้นไปขายนู่นไป" ทำไมมันฟังพี่เบียร์แต่ไม่ฟังเราวะ "ขึ้นรถเถอะค่ะ" เค้าค่อยๆเปิดประตูช้าๆและสายตาเราก็ไม่คลาดจากกัน ก่อนที่รถจะออกเราทั้งสองมีรอยยิ้มบนใบหน้าและพี่เบียร์ก็กำลังทำมือแบบว่า เด่วจาดทรไปหา ฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ไม่คิดและไม่อยากจะคาดหวังว่าเค้าจะโทรมา มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เค้าก็มีแฟนฉันก็แค่ลุกค้าคนนึง ฉันแบกหัวใจไร้ความหวังของฉันกับกระเพาะที่ว่างเปล่าไป...กินข้าวมันไก่ประตูน้ำ จากนั้นพี่เต้ก็พาฉันไปส่งบ้านและคืนนั้นฉันก้หลับยาววววว วันอาทิตย์ของฉันเป็นไปอย่างเรียบง่าย เสียงของฉันก็แทบจะไม่มี ฟังแล้วน่าเกลียดจิงๆ ตกค่ำฉันจึงมาเปิดดูacademy แล้วทันใดนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดหวังก็เกิดขึ้น "เฮ้ยใครโทรมาอะ" แม่และน้องพูดเป็นเสียงเดียวกัน "วันนี้มีพิรุดแหะ ดูดิๆยิ้มใหญ่เลย" พอปิดประตูห้องเสียงของทั้งสองก็หายไป เหลือแต่เพียงเสียงของคนเพิ่งตื่นนอนหลบๆซ่อนๆอะไรบางอย่างอยู่ที่ปลายสาย อิอิ
    8/24/2007

    So CoOl foR CeLebeRtiEs

    ด้วยความที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลยฉันก็ใช้ชีวิตของฉันต่อไป วันของฉันตอนอยู่เมืองไทยมักจะเริ่มต้นด้วยการตื่นเช้า อาบน้ำ และนั่งอ่านหนังสือหน้าพัดลมจนสายๆ จากนั้นก็จานั่งแต่งหน้าแต่งตัวและตัดสินใจถึงจุดหมายปลายทางของวันนั้น ฉันมักนั่งสองแถวไปลงที่หน้าปากซอยบ้านใหม่ ต่อด้วยรถเมล์คันเล็กสาย1หรือ75ไปติดไฟแดงตรงรถไฟฟ้าตากสินพอดี จากนั้นก็นั่งรถไฟฟ้าไปยังจุดหมายปลายทาง  บางวันฉันก็ไปสยาม บางวันก็ไปธนิยะ บางวันก็ไปรังสิต ก็แล้วแต่โชคชะตาจะพาไป ทุกอย่างดูชิวๆ หิวก็กินง่วงก็นอนเบื่อก็กลับ ฉันไม่ได้ไปส่งน้ำเหมืือนปีที่แล้ว ไม่ได้ไปเรียนเหมือนปีก่อนๆ ก็ยังคงเป็นแม่ค้าเร่ร่อนต่อไป จนมาถึงศุกร์ที่8มิถุนาสเป็นเซอร์ก็มาจากเขาหลัก พี่ยิ้มได้ชวนฉันกับโมไปเที่ยวที่สีลมซ.4 Image Hosted by ImageShack.usก็ถือว่าเป็นคืนที่ง่ายๆ กินแล้วก็เต้น ไม่ได้ซีเรียสอะไร เสร็จแล้วพี่เต้ก็ไปส่งที่บ้านพร้อมกับพี่อ้น(เรียกเธอว่าเจ้าแม่ซ.4ก็คงได้) วันต่อมาไม่รู้ว่าเกิดฟิตอะไร ตื่นขึ้นมาปุ๊บเหมือนรู้ว่าวันนี้จะเป็นวันดี นั่งซักผ้าให้ทั้งบ้านเลย ตอนที่กำลังตากผ้าอยู่นั่นเองเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น สเป็นเซอร์และพี่ยิ้มโทรมาชวนฉันกับโมไปจตุจักร วันนี้เป็นครั้งเดียวของฉันที่มาจตุจักรปีนี้ รู้สึกว่ามันร้อนเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้ได้ ทั้งสองชวนฉันไปเที่ยวอีกแล้วคืนนี้ เนื่องจากเมื่อคืนเพิ่งไปมาเองก็เลยรู้สึกเกรงใจแม่อยู่ไม่น้อยที่จะมากลับบ้านดึกๆดื่นๆสองคืนติดกัน(เกรงใจคอตัวเองด้วยเพราะไม่มีเสียงแล้น) เป็นการตัดสินใจที่ยากมากที่สุดครั้งหนึ่ง แต่เพราะการตัดสินใจของฉันนั้นครั้งนี้ก็ทำให้ฉันได้พบสิ่งที่ดีที่สุดในการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ด้วย หลังจากเสร็จจากจตุจักร เรากลับไปบ้านพี่ยิ้มเพื่อนเปลี่ยนเสื้อและก็บ้านฉันด้วย ไปๆมาๆก็สองทุ่มนิดๆแล้ว วันนี้เราจะไปเที่ยวกันที่ไอซ์บาร์ พี่ยิ้มได้โทรจองโต๊ะกับหนุ่มที่ทำมาร์เก็ตติ้งอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว เค้าตัดโต๊ะตอนสามทุ่มพวกเราจึงต้องรีบไป นั่งรถแท็กซี่จากบ้านฉันไปทองหล่อกินเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรานั่งกินก๋วยเตี๋ยวหมูแดง(แต่ฉันไม่ได้กินนะ)หน้าเซเว่นตรงข้ามตึกสูงใหญ่สว่างไสวด้วยไฟนีออนหลากหลายสี หนุ่มมาเก็ตติ้งเดินข้ามถนนมาเพื่อนแนะนำตัวเองให้ฉันได้รู้จัก เค้าบอกว่าเค้าชื่อเบียร์แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรได้เพียงแต่พยักหน้าและยิ้มให้ เค้าเดินเข้าเซเว่นซื้อหมากฝรั่ง2ซองแล้วก็เดินกลับไปหน้าร้าน มีอะไรบางอย่าที่ทำให้ฉันไม่สามารถละสายตาจากเค้าไปได้ เค้าก็ไม่ได้มองมาทางนี้แต่ก็ยังคงทำงานของเค้าต่อไปอย่างชิวๆ จากนั้นเค้าก็หยิบโทรศัพท์ขื้นมาโทรหาใครบางคน ขณะที่ฉันกำลังอยู่ในผวังนั่นเองพี่ยิ้มก็เอาโทรศัพท์มาสกิดฉัน พี่ยิ้มบอกว่าให้ฉันเดินข้ามไปฝั่งนู้นเพื่อที่พี่เบียร์จะได้สแต็มป์มือให้ฉันก่อน เธอยื่นโทรศัพท์ให้ฉันและฉันก็ลุกไปที่ฟุตบาทอย่างรวดเร็ว ทันไดนั้นเองถนนทองหล่อก็ดูกว้างขึ้นผิดตา ขาและแขนฉันเริ่มไม่เป็นทิศเป็นทาง รถก็หลั่งไหลมาไม่หยุดด้วยความรวดเร็ว โทรศัพท์ก็อยู่ที่ข้างหูฉันและก็ที่ข้างหูของเค้า เราจ้องหน้ากันแต่ไร้ซึ่งคำพูด เราก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ความคิดทั้งหมดหายไปจากสมองของฉันและเหมือนเวลาได้หยุดลง และฉันก็เชื่อว่าสำหรับเค้าก็เหมือนกัน เค้าพาฉันไปข้างหลังผู้ชายร่างสูงใหญ่สองคนและจับมือฉันยื่นให้พี่สาวสวยอีกคนนึงสแต็มปมือให้ฉัน ฉันย่อตัวและพึมพำคำว่าขอบคุณ และเมื่อผ่านออกมาพี่เบียร์ก็ส่งฉันข้ามถนนกลับไป ฉันจึงมองหน้าเค้าแล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้ง แววตาเค้าเหมือนจะบอกว่า ไม่เป็นไรพี่ทำบ่อย แล้วเค้าก็หันหลังเดินกลับเข้าร้านไปเหมือนมีอะไรสักอย่างรอเค้าอยุ่ในร้าน ฉันเดินข้ามถนนกลับไปพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร หลังจากกินกันจนอิ่มและโด้ปชาเขียวจนมั่นใจว่าสามารถซึมซับแอลกอฮอลได้ดีแล้วเราทั้งสามก็เดินข้ามถนนกันไป คราวนี้ไม่มีรถเลยสักคัน พี่ยิ้มยื่นบัตรให้เค้าตรวจฉันยื่นมือให้เค้าดูส่วนสเป็นเซอร์นั้นที่ดูเหมือนจะเป็นฝรั่งก็เดินเข้ามาได้เลย พี่เบียร์ยืนรออยุ่แล้วและพาเราไปยังโต๊ะที่จองไว้Image Hosted by ImageShack.us เรียกว่าเป็นจุดนึงที่ดีที่สุดของไอซบาร์เลยก็ได้ มุมด้านขวาของเวทีนั่นเอง มีที่พอคุยและเต้นได้โดยไม่เบียดใคร พี่เบียร์เทคแคร์เราว่าได้ทุกอย่างครบถ้วนและก็เดินไปดูโต๊ะอื่น ผู้คนเริ่มมากขึ้นๆเรื่อย เพื่อนของพียิ้มมาอีกคนชื่อพี่หมีหรือพี่เคนนั่นเอง Image Hosted by ImageShack.usพี่เต้ก็ตามมาในตอนหลัง มาถึงตอนนี้ฉันก้รู้สึกมึนนิดๆเคลิ้มหน่อยๆ พี่เบียร์เดินมาเทคแคร์เราเป็นระยะๆ ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่านอกจากบริการในร้านจะดีแล้ว บริการหลังการขายโดยมาร์เก็ตเตอร์ผู้นี้จะดีกว่าอีก อิอิ (เรื่องนี้ยังไม่จบติดตามตอนต่อไปนะค้า)Image Hosted by ImageShack.us
    8/13/2007

    ฉันจะบินๆๆๆ

    5555+ จะเป็นอะไรไปได้หละก็โดนจับเข้าสถานบำบัดไปแล้วหนะสิ ถ้าให้ฉันเขียนไอนี่ประมานสองเดือนที่แล้วฉันก็คงไม่มานั่งขำแบบนี้หรอก แต่ตอนนี้เรื่องทั้งหมดมันได้กลายเป็นเรื่องตลกสำหรับฉันไปแล้ว หนึ่งเดือนหลังจากนั้นเป็นหนึ่งเดือนที่ทุกข์ทรมานที่สุด ไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรดีเพราะเราก็ไม่รู้ว่าเรื่องมันเป็นงัยมางัย จากที่มันบอกคือพ่อแม่มันจับมันเข้าและมันบอกว่าเมื่อมันอายุ 18ปุ๊บมันจาออกมาทันที แต่พอเมื่อวันรับปริญญามาถึงฉันได้เจอกะหน้าของพ่อแม่แสนโง่ของมันซึ่งก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันเมื่อได้เจอฉัน พ่อมันได้มาบอกฉันว่าจริงๆแล้วมันเป็นคนอยากเข้าไปเอง เพราะฉันทำให้มันเครียด? อ้าวแล้วทีนี้กรูจะเชื่อใคร ช่างมันเถอะขี้เกียจเล่าละเรื่องนี้เพราะเล่ามาเป็นร้อยเป็นพันรอบ เนื่องจากเกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็นใครๆก็เลยต้องสงสัยกันเป็นธรรมดา เอาเป็นว่าหลังจากนั้นไม่กี่วันฉันก็แพ็คกระเป๋าแล้วก็ถึงเวลาบิน!
     
    ช่วงเวลาที่ฉันรอคอยทั้งปีก็มาถึงฉันนั่งอมยิ้มมาตลอดทาง เหมือรู้ว่าจะมาเจออะไรดีๆ กลับมาวันแรกๆก็นอนเอาเป็นเอาตายเลย หลังจากเอานาฬิกาไปลงที่สยามแล้วการทักทายผู้คนมากมาย ก็ถึงเวลาต้องเอาของวิคตอเรียที่หิ้วมาไปให้กับพี่ยิ้มหรือแฟนเก่าพี่ป่องนี่เอง เป็นการบังเอิญมากที่เราได้พบกัน และฉันก็ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังนำฉันไปรู้จักใครคนนึงที่จะเปลี่ยนชีวิตของฉัน หลังจากที่ฉันแนะนำให้เธอรู้จักกับสเปนเซอร์หรือว่าที่สามีของเธอนั่นเอง! อยากรู้แล้วใช่มั๊ยหละว่าเค้าคนนั้นเป็นใคร อิอิ
    7/10/2007

    คำว่างอนภาษาอังกิดว่าอะไร?

    ดูไว้ว่ามาอัพครั้งสุดท้ายเมื่อกุมพาวันที่27ก็เท่ากับวันที่26ที่นู่น อยากขอบอกว่าวันที่26กุมพาเป็นวันที่มีความหมายมากทีสุกวันนึงในชีวิตเราเลยก็ว่าได้ เพียงแต่เมื่อตอนที่เขียนครั้งสุดท้ายเรายังไม่รู้ก็ตาม มันเป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์ที่ดีที่สุดในชีวิตเราก็ว่าได้ ตั้งแต่เราย้ายมาอยู่ที่เมกา ปีนี้ก็เป็นปีที่5แล้ว เรื่องมีอยู่ว่า มีเพื่อนคนนึงที่รู้จักกันมา4ปี เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน ทำกิจกรรมร่วมกันมาตลอด แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรมาก มันไม่เคยเป็นโสดเลย ใน4ปีที่ผ่านมามันคบกับใครที่ก็คบนานมาก มันเป็นคนดีไม่เคยทิ้งใคร มีแต่ผู้หญิงทิ้งมัน จากที่เราดูมาถ้าผู้หญิงไม่คบมันเพื่อเงิน ก็คบคั่นเวลา ไม่ก็คบเพื่อประชดใคร มันเป็นคนน่าสงสาร ที่บ้านมีถานะแต่เลี้ยงลูกไม่เป็น เวลามีปัญหาอะไรมันไม่สามารถคุยกะพ่อแม่มันได้ เอะอะอะไรก็จะส่งมันไปหาจิตแพทย์ เราเองเห็นก็สงสาร เวลา มันมีอะไรหนักใจก็จะเป็นที่ปรึกษาให้มัน จนมาถึงวันที่26กุมพาหลังจากที่มันปรึกษาเรื่องแฟนกะเรามานาน มันก็ตกลงได้ว่ามันจะเลิก ใช้เวลาทำใจอยู่ไม่นานมันก็กลับมาร่าเริงใหม่ มันก็ชวนเราไปดูหนัง กินข้าวบ้างเป็นบางครั้ง เราก็ไม่ได้คิดอะไร จนนานมาวันนึงมันก็ถามเราว่าเป็นแฟนกันดีมั๊ย เราก็ขำแล้วก็พยักหน้าไป เป็นเวลาสองเดือนที่เราได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกะใครเค้าสักที เราได้รู้จักมันมากขึ้น มันเป็นคนเก็บกฏ ขอบฟังเพลงเมทัล ดูบาส ไม่ชอบกินข้าว โดนข่มขืนโดยญาติที่เป็นผู้ชายตอนเด็ก ที่บ้านเหมือนจะใส่ใจแต่ก็ไม่เคยทำกับข้าวให้ลูกเลยเพราะคิดว่ายังงัยก็ไม่กิน น้องสาวเข้าสถานบำบัดเพราะจะฆ่าตัวตาย พี่สาวก็เคยเข้า มันอยู่ในความหวาดกลัวและหวาดระแวงที่จะต้องเข้าไปสถามบำบัดเหมือนกัน สองเดือนที่เราคบกันเพราะฉันรู้สึกสงสาร บทของชีวิตคู่เริ่มเปลี่ยนไปฉันกลายเป็นคนดูแลเค้า มันเป็นคนที่กินอะไรยากมากและไม่เข้าใจผู้หญิงคนไทยอย่างเราเลย มันไม่รู้จกคำว่างอนและคำว่าง้อ สองเดือนที่คบกันเราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมาก เราทะเลาะกันเรื่องที่ผู้ใหญ่ที่เลาะกัน เราไม่ได้คบกันเหมือนเด็กๆ ไม่ได้ไร้สาระและได้ให้คำมั่นสัญญากันไว้มาก อยู่มาพักหลังๆเราทะเลาะกันเรื่องที่เค้ามักจะลืมทำสิ่งที่ฉันขอ แต่ส่วนมากก็เพื่อตัวเค้าเอง อย่างเตรียมสอบเข้ามหาลัย หรือเวลาฉันอยากรู้อะไรเกี่ยวสิ่งที่เราต้องทำที่พ่อแม่เค้ารู้เค้าก็มักจะลืมถามอยู่เสมอ มาวันที่3พฤษภาเรามีนัดกันว่าต้องไปดูเกมบาสที่เค้าได้บัตรมา เค้าไม่รู้ว่ากี่โมงบอกว่าได้บัตรมา4ใบแต่ก็ไม่แน่ใจว่าอยากให้ใครไปดีระหว่างฉันกับน้องสาวเค้า ฉันเองก็มีงานเยอะแต่ก็ให้ความสำคัญกับแฟนตลอด จึงได้ไถ่ถามมันทั้งวันว่าตกลงเอางัย ตกลงเมื่อใหร่ ตกลงใครจะได้ไป ฉันจะได้มีแพลนของฉันบ้างเพราะคืนนั้นฉันก็มีอะไรสำคัญต้องทำซะด้วย มาถึงคาบที่สามมันก็ยังไม่สนใจที่จะถามอะไร และมันก็เริ่มบอกแต่ไม่รู้ยังไม่รู้ ฉันก็เลยโกรธไม่พูดกะมันและวิ่งกลับเข้าห้องไป ฉันฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะประมานสิบนาทีมันก็ไม่มีวี่แววว่าจะมาง้อ ก็เลยเดินออกนอกห้องไปดู พบว่ามันกะลังคุยเล่นไร้สาระกะเพื่อนอยู่อย่างเฮฮาสนุกสนาน ด้วยความโกรธขั้นสุดขีดแต่ก็ยังไว้หน้ามันไว้บ้าง รอให้เพื่อนมันเข้าห้องไปหมดแล้ว ฉันจึงเดินตรงไปที่มัน ฉันเงิยหน้าขึ้นไปพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นทาง มันถามว่าฉันเป็นอะไร ฉันบอกฉันงอนฉันโกรธ ทำไมเธอไม่มาง้อสักที มันพูดออกมาพร้อมการถอนหายใจด้วยน้ำเสียงสุดอินโนเซนส์ที่มีความรู้สึกผิดเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ออกจะเป็นความรำคาญมากกว่า ฉันจำไม่ได้ว่ามันพูดอะไรอีกเพียงแต่มันเดินลงบันไดไป ด้วยความที่เคืองจัดและมีมือถืออยู่ในมือ ฉันจึงทำสิ่งที่ผู้หญิงไทยทำกันมากมายและเป็นเรื่องธรรมดา  โทรศัพท์มือถือได้บินลงบันไดไปอย่างรวดเร็วโดนตัวมันและตกลงบนพื้นและกระจายเป็นเสี่ยงๆ ฉันไม่ได้รอดูสีหน้าของมันตอนที่มองขึ้นมา ได้แต่รีบวิ่งกลับเข้าห้องและฟุบหน้าลงบนโต๊ะหวังให้มันมาง้อเหมือนเดิม คราวนี้มันมา ยื่นมือใหญ่ปัดผมฉันออกจากหน้าแล้วใช้อีกมือยกคางของฉันขึ้นมาแล้วบอกว่า ไม่เอาหนะมานี่มา มันประกอบโทรศัพท์ให้ฉันและลากฉันออกไปคุยนอกห้อง ดูเหมือนว่าเราจะตกลงกันได้ด้วยดี แต่ก็ทำให้ฉันอดใจคิดไม่ได้ว่าฉันทำแรงไปรึปล่าว ประมานตอนบ่ายๆมันมาบอกว่าวันนี้มันคงไม่เรียนคาบที่หกเพราะว่ามันต้องพาน้องมันขึ้นไปสถานบำบัด เพราะวันนี้มีfamily sessionคือทุกคนในครอบครัวต้องไปร่วมบำบัดกะน้องมันเพื่อครอบครัวจะได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น ฉันรู้สึกเอะใจเพราะส่วนมากfamilysession มันจะประมานตอนเย็นๆ มันยังไม่เคยไปเลยเพราะถูกฉันเบรคไว้ตลอด คราวที่แล้วก็เป็นวันครบรอบของเราด้วย ฉันไม่ชอบให้มันไปอะไรพวกนี้เลยเหมือนให้มันไปโดนล้างสมอง ฉันทะเลาะกะมันหลายรอบแล้ว ตั้งแต่ตอนที่มันอยากไปหาจิตแพทย์ คราวนี้ฉันก็เลยรู้สึกไม่ดีก็เลยไม่ค่อยอยากให้มันไปร่วมกิจกรรมเท่าใหร่ เกิดอาการยื้อยึงและทะเลาะกันอยู่พักหนึ่ง ฝนเริ่มปรอยลงมาหนักขึ้นแหละหนึกขึ้นนั่นก็ไม่ได้หยุดฉันจากการตามไปตื้อถึงรถว่าอย่าเข้าไปสถานบำบัดนะ แต่สุดท้ายเราก็โดนแยกกันโดยครูคาบนั้นของฉันนั่นเองที่เดินมาเจอ เรายังไม่ได้เคลียร์กันเลยและมันยิ่งทำให้ฉันไม่สบายใจเข้าไปอีก ระหว่างทางไปเราก็ส่งข้อความกันออกจะไปเป็นทางกระแนะกระแหนกันมากกว่า จนมาถึงคาบสุดท้ายมันก็บอกกับฉันว่าตอนนี้ทั้งครอบครัวมันก็นั่งรออยู่ก่อนที่ทุกคนจะเข้าไปคุยกัและยังบอกอีกว่าตอนสี่โมงมันจะมารับที่บานนะมันตกลงได้แล้วว่าจาพาฉันไปดูคืนนี้ ฉันก็ตอบตกลงและก็ไม่ได้ลืมที่จะบอกว่าไอเลิฟยูนะ หลังเลิกเรียนฉันก็กลับบ้านไปโดยไม่ได้คิดอะไร ฉันรีบวิ่งมีที่ตู้จดหมายเมื่อเห็นว่ามีซองจดหมายใบใหญ่เสียบอยู่ มันเป็นจดหมายจากมหาลัย ฉันดีใจมากและตื่นเต้นมากที่จะได้บอกมัน เวลาก็เกือบสี่โมงแล้วฉันจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อที่จะบอกข่าวดี ทันไดนั้นเองเสียงจากโทรศัพท์ที่มือฉันก็ดังขึ้น จะเป็นใครซะอีกนอกจากฟ.แฟนเจ้าปัญหาแต่เมื่อฉันรับโทรศัพท์รอยยิ้มแล้วความตื่นเต้นบนใบหน้าได้เปลี่ยนเป็นความสงสัยและรอยน้ำตา...             อยากรู้อะดิเกิดไรขึ้นต่อ ติดตามตอนต่อไปนะค้า อิอิ
    2/27/2007

    เยอะมาก

    ในที่สุดกเจียดเวลาอันน้อยนิดของวันที่แสนยุ่งเหยิงมาเขียนจนได้ เฮ้อ หกเดือนที่ผ่านมานี้ช่างตลกเสียจริงๆ ไม่ใช่สิพูดว่าตลกอย่างเดียวไม่ถูก แต่มันมีหลายอย่างมากที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจนจำทั้งหมดเกือบแทบไม่ได้ ก็คิดนะว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมาเขียนลงบนนี้เพราะสักวันหนึ่ง เราคงอยากย้อนกลับมาดูภาพความทรงจำสีจางๆในช่วงหกเดือนนี้ และก็คงจะแย่ถ้าหากไม่เคยเขียนมันลงไป เอาหละจาเริ่มจากตรงไหนดีหละเนี่ย คนอ่านอย่างเพิ่งเหนื่อยนะ เพราะรู้น้าว่าแอบอ่านกันเยอะ โดยเฉพาะต้นอะ คิกๆ เอาเป็นว่าเริ่มจากความเดิมเลยละกัน ความเดิมเราน้ำเน่าเชียว แต่เราก็เคารพในสิ่งที่เราคิดตอนนั้น แม้ตอนนี้อยากลบมันทิ้งมากมายก็ตาม ก็คือเราก็กลับมาใช้ชีวิตเด็กม.ปลายเหมือนเดิม เริ่มเรียนใหม่ แต่เพื่อนก็ยังหน้าเดิมๆ กลับไปไทยสยาม ก็ทำงานปกติเหมือนเดิม แล้วก็ยังมีภาพเวลาเดิมๆของความสุขที่ได้แฮงเอาท์กะพวกพี่จี้พี่วุฒิพี่จัสพี่โจพี่แอรอนพี่เบียร์ฯลฯเข้ามาบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ส่วนพี่แววก็ผ่านเข้ามาในสมองทุกวันอยู่แล้ว มีก็แต่เพื่อนบนโลกไซเบอร์ที่มากขึ้นเท่านั้น มาถึงตอนนี้อยากขอบอกว่าพี่ๆในบอรด์เอ็มไทยนั้นยอดเยี่มทุกคน รักพี่แจ็คพี่ตั้มพี่กบมากๆ เป็นพี่ชายที่แสนดีที่สุดที่เคยมีมา ทุกอย่างก็ยังคงเดิมจนกระทั่ง ประมานต้นธันวานี่แหละ เราก็ได้สนิทกับเพื่อนเก่าเราคนนึงมากขึ้น ตอนนี้เธออยู่มหาลัยแล้วๆเธอก็ได้แนะนำให้เรารู้จักกับเพื่อนๆของเธอ ได้เกิดปาร์ตี้ขึ้นมากมาย เป็นอะไรที่ฉันไม่เคนสัมผัสในชีวิต ทุกคนช่างดีและเทคแคร์เราดีมาก ทำให้เราได้สร้งมิตรภาพใหม่ที่ดี และมาจนถึงวันนี้เราก็ดีใจ อ่อลืมบอกไปคายล์ซื้อรถให้เราด้วยหละ หุหุ ตอนนี้ก็ขับไปไหนมาไหนเองได้แล้น อิอิ มาถึงตอนนี้ฉันก็รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น ต้องขอบคุณโซลกิ สเตฟาน คริส เกรก ไบรซ์ สเป็นเซอร์และคนอื่นๆมากๆ ที่ทำให้เราได้สัมผัสความหมายของชีวิต... อีกเรื่องนึงก็คืออย่าที่ทุกคนทราบกันดี ดีเจบุ๊งเจ้าปัญหาก็ได้ย้ายมาอยู่ซานฟราน ตั้งแต่วันนี้ที่เมืองไทยเราก็ยังไม่ได้คุยกับเค้าเลยแต่เป็นอะไรก็ไม่รู้มันๆบอกมันเหงา เราเลยอโหสิมันไป แล้วมันก็เริ่มมาง้อเราพูดจาเหมือนเมื่อก่อน คือแบบว่างงสิครับ อีนี่ผีเข้าผีออกอีกคนละ จนมาวันนึง เอารูปที่ถ่ายกะสเตฟานมาขึ้นเอ็ม มันถามว่าใคร เราตอบว่าทำไม มันโกรธบล็อกเราและไม่ได้คุยกะเราอีกเลย โอ้วววเยสสส มันบ้า ช่างเหอะเกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย และก็อาจมีใครอีกหลายคนที่เดินเข้ามาในชีวิตเราบ้างแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเค้าเดินเข้ามาแล้วก็เดินออกไปเพราะเราบอกเค้าว้าเรามีแฟนแล้ว(เนอะต้น) กั๊กๆๆๆ อ่ออีกเรื่องเมื่อปลายปีมีการประกวดมิสเอ็มไทยพิคโพสครั้งที่หนึ่งปรากฏว่าเราได้ที่ห้าด้วยหละ เย้ๆๆๆๆ อยากบอกว่าคิดถึงสยามจัง คิดถึงเอสโอเอส(เกี่ยวไรด้วยเนี่ย วันนั้นต้นถาม) อยากกลับไปส่งน้ำ อยากไปเจอพี่แน๊ตตี้ จาได้ไปเรียนซักทีไอเทิรน์เทเบิ้ลอะไรเนี่ย คิคิ อยากไปนวด อยากไปเชียงราย อยากไปหาพี่ที(ไม่ได้เจอซะที) อยากจัดมี๊ตติ้งเอ็มไทย คราวนี้ขอไปมี๊ตใหญ่ด้วยนะ จาได้ไปเจอพี่กบตัวจริงซะทีพี่โอด้วย อยากไปนั่งวิจารญหนังกะพี่ตั้มซักเรื่อง อยากไปหาพี่บีบี อยากไปเขาหลักด้วย เหอๆ แล้วก็ต้องไม่พลาดหาดใหญ่ จาเอาระเบิดไปซักหลายๆลูก(สร้างเรื่องเหลือเกินนะไอตระกูล พิเชียรสุณธร) อ่อใครเล่นออดิชั่นเจอกันได้ เราเก่งแล้ว ชื่อจูจี้เอ็มไทยน้า ส่วนสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาอย่าถามเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกะไทยสยาม เพราะเราก็ตอบไม่ได้ มีแต่คนโทรมาหาเรา บอกได้คำเดียว อย่ามาถามเมย์เมย์เป็นแมว... ผ่านไปแล้วสี่สิบนาที พรุ่งนี้กะจาไปแวะสตาร์บัคส์ด้วย งั้นวันนี้ไปละเด๋วพี่กบโทรมาปลุกแล้วมีขว้างโทสับอีก จุ๊บๆๆ เมนต์ด้วยเด้อ คร่อกกก
    1/28/2007

    :: u n z e e n :: มองข้ามสิ่งดีๆ ไปรึเปล่าจ๊ะ

    มะกี่เพิ่งได้รับอันซีนของพี่จ๋า อ่านแล้วโดนโคตร เลยเอามาฝากกัน
     
     

    เคยคิดไหมว่า….

    ใครคนหนึ่งที่คุณไม่ได้คาดฝันเค้าจะมารักคุณ
    อย่ามองข้ามเขาไป
    เพราะบางทีสิ่งที่คุณค้นหาอาจจะอยู่ในตัวของคนๆ นั้นก็ได้
    ถ้าคิดว่า “รู้สึกดีๆ” กับใครคนนั้นอย่าลืมบอกเค้า ก่อนที่มันจะสายไป …
    วันเวลาอาจจะจำเป็นในการศึกษาใครซักคนหนึ่ง

    แต่สิ่งทีสำคัญมากกว่านั้นคือ

    “เราเข้ากันได้หรือเปล่า เวลาเราอยู่ด้วยกัน เวลาเราได้คุยกัน
    เค้าทำให้เราสบายใจได้หรือเปล่าเวลาเราไม่สบายใจ
    และสุดท้าย เค้ารับเราได้หรือเปล่าที่เราเป็นเรา”

    มันไม่ง่ายเลยที่คุณจะเจอกับใครซักคน
    ที่คุยกับคุณแล้วสร้างความรู้สึกสบายใจให้กับคุณ
    เพราะว่าคนทุกคนไม่เหมือนกัน
    ถ้าวันนี้คุณเจอคน ๆ นั้น
    คนที่คุณรู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้ ๆ กับเค้า

    อย่าลืมบอกเค้า
    อย่าคิดแค่ “รอ” ต้องรอจนแน่ใจ
    เพราะวันเวลาไม่ได้ช่วยให้ความรักสมหวังซะทีเดียว
    บางทีเวลาอาจจะเป็นตัวทำลายสิ่งดีๆนี้ด้วยซ้ำ
    ที่แน่ที่สุดคือ “ตัวคุณ”

    อาจจะเป็นคนผลักสิ่งที่ดีที่สุดไปจากชีวิตของคุณเอง!
    อย่าอยู่กับอดีต เพราะอดีตคือวันเวลาที่ผ่านไป
    อย่าฝันกับอนาคต เพราะไม่มีอะไรที่แน่นอน
    จงอยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันยังอยู่กับคุณ
    เพราะฉะนั้น…
    หากวันนี้คุณเจอใครคนหนึ่งที่คุณรู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้เค้า

    อย่าแคร์ใคร เพราะบางทีคุณอาจจะรักเค้าเข้าแล้วด้วยซ้ำ
    อย่าลืมบอกเค้านะ ก่อนที่มันจะสายไป
    แต่หากว่าคุณยังไม่เจอ อย่าลืม...จำไว้

    บางทีคนที่ “เค้ารักคุณ”

    อาจจะรอฟังคำ ๆ หนึ่งจากคุณอยู่ก็ได้


    สำรวจดูว่าใครคนนั้นอยู่ไกลหรือใกล้คุณหรือเปล่าในเวลานี้
    อย่าทำทุกอย่างให้สายไป

    ถ้าถามว่าเราคุยกะใครแล้วรู้สึกสบายใจมากที่สุดก็คงเป็น คนแรกก็คงเป็นพี่กบอะนะเพราะคุยกันทุกวัน และก็พี่แจ็คเมื่อก่อนมีไรปรึกษาอีวายร้ายคนแรกเสมอ อิอิ และก็พี่จี้ อยู่ใกล้ๆเมื่อใหร่รู้สึกอบอุ่นและสบายใจเมื่อนั้น ถึงแม้ว่าเรานานๆเจอกันทีแต่พี่จี้ก็เป็นคนนึงที่เรานึกถึงอยู่ทุกวัน ส่วนพี่ตั้มก็คุยแล้วสบายใจแต่คุยไปนานๆเริ่มรำคาญเพราะน้องนาถๆอย่างเดียว ส่วนดีเจตั้มก็รับฟังสารถุกข์สุกดิบเราเสมอทั้งๆที่เรื่องความรักก็ยังเอาตัวเองไม่รอด ส่วนแม้วไม่รู้หายหัวไปไหนละเมื่อก่อนยังร้องเพลงให้เราฟังเวลาเครียดๆอยู่เลย และก็ผู้เข้าบอรด์เอ็มไทยอีกที่เข้ามาดูกระทู้จี้อีกประมานห้าพันคนต่อวันมีอะไรระบายเอ็มไทยก่อนเสมอ และก็คนที่ลืมไม่ได้เลย พี่แวว แม้เราเจอกันไม่กี่ครั้ง คุยกันไม่กี่หน แต่พี่แววก็เป็นคนๆนึงที่เราคิดถึงมากที่สุด เหมือนกับเป็นอะไรซักอย่างให้เรามีกำลังใจผ่านวันแต่ละวันไป ยังงัยก่อนตายก็ขอให้เจอกันอีกทีละกัน นะคะหมอแวว

     

    อ่านแล้วก็เมนต์กันด้วยเด้อ บะบาย

    8/14/2006

    เมย์ไหน ก็เมย์sosงัย

    ห่างหายจากสเปสไปนานเลยเรา วันนี้พอดีว่างๆ(รอโทสับแฟนอยู่)ก็เลยมาอัพหน่อยดีก่า เนื่องจากปีนี้เวลาผ่านไปเร็วมากกลับมาเมืองไทยได้แปปเดียวเกือบจะต้องกลับเมกาอีกแล้วเรา ตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น อย่างที่ทุกคนทราบเราไปเรียนเมกามาแล้วสี่ปี สองปีแรกเราไม่ได้กลับไทยแล้วหลังจากนั้นเราก็กลับมาทุกปี กลับมาปีแรกก็ไม่ได้ไปไหนไกลเรียนอยู่ที่ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพ เนื่องจากที่ทำงานอยู่ร้านอาหารไทยที่เมกาฉันจึงเรียนแกะสลักผลไม้ อาหารว่างและร้อยลูกปัด ปีที่สองเรียนแกะสลัก เบเกอรี่และร้อยลูกปัด ปีที่สามซึ่งก็คือปีนี้ อาการขี้เกียจและขี้เหนียวของฉันเริ่มออก ไม่ลงไม่เรียนมันละ ปีนี้ฉันจึงตัดสินใจไปทำงานเล่นๆแทน เนื่องจากป้าของฉันเป็นเจ้าของตึกที่สยามสแควร์ซ.4  เธอได้แบ่งห้องให้เช่าเหมือนทุกๆตึกแถวนั้น เธอได้แบ่งห้องนึงเก็บไว้เองเป็นร้านขายน้ำ แล้วงานของฉันก็คือส่งกระติก หน้าที่หลักคือการนำกระติกไปส่งตามร้านค้า  จากการที่ฉันไม่ใช่เด็กหยาม ฉันจึงยังไม่ค่อยคุ้นเท่าใหร่นักในตอนแรก ฉันไม่ได้ขายน้ำอย่างเดียว ฉันช่วยขายเสื้อเหลืองและเสื้อฟ้าด้วย เนื่องจากป้าแกปักเสื้ออยู่โบ้เบ้ จนบัดนี้ฉันรู้จักกับร้านค้าแถวนั้นเป็นอย่างดีอีกที่นึงที่ฉันต้องไปส่งน้ำก็คือห้องจัดรายการของสถานีวิทยุที่สยาม ฉันไม่เคยคิดเลยว่าการไปส่งน้ำที่นี่จะเปลี่ยนฉันไปได้ขนาดนี้ ดีเจคนแรกที่เจอก็คือดีเจตั้ม หรือที่ทุกคนแถวนั้นเรียกว่าดีเจเสียงใส ตั้มสอนอะไรฉันมากมาย และที่สำคัญที่สุดคือสอนให้ฉันรู้จักคำว่า คบกันแบบชิวๆ5555+ หลังที่รู้จักตั้มๆก็แนะนำให้รู้จักกับเพื่อนสนิทของเขา ต้นๆออกจะเป็นแฟนที่เอาแต่ใจตัวเองไปนิดแต่ก็เป็นคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกฉันตลอดเวลา ดีเจอีกคนที่ต้องไปส่งน้ำให้คือดีเจบุ๊งหรือที่ทุกคนแถวนั้นเรียกว่าดีเจมุขฝืด ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันเจอเขา(เจอเขาวันเดียวกับที่เจอตั้ม) มีความรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่น่ารักดี ทุกครั้งที่ฉันไปส่งน้ำให้เขาเป็นอันต้องอมยิ้มออกมาทุกครั้ง จนวันนึงฉันแวะไปคุยกับเขาก่อนกลับบ้านเพราะเขากำลังจะไปเมกา คุยเสร็จแล้วก็เดินออกมาขึ้นรถไฟฟ้าเหมือนทุกวัน แต่กำลังเดินขึ้นอยู่ดีๆ เอ๊ะเสียงอารายหว่า อ้าวโทสับดังใครโทรมาน้อ.... เพื่อนๆก็คงจะเดาได้น้าว่าใครเป็นคนโทรมา หลังจากนั้นเป็นต้นไปเค้าก็ไปส่งที่บ้านทุกวันที่เขามาทำงาน ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีจนถึงอาทิตย์ก่อนกลับ เป็นอาทิตย์ของวันสารทจีน ทุกครั้งที่โทรไปหาเขาๆก็ได้แต่บอกฉันว่า ยุ่งอยู่เดี๋ยวโทรกลับ  เป็นอย่างนี้มาหนึ่งอาทิตย์เต็ม จนมาถึงวันอาทิตย์อาการของโทรศัพท์คือการกดทิ้ง ฉันพยายามใช้โทรศัพท์คนทั้งสยามแต่ก็เป็นแบบเดียวกันหมด ถึงตอนนั้นฉันรู้สึกเสียเซลฟ์มากละไม่โทรหาอีกเลย จนกระทั้งสองสามวันสุดท้ายก่อนกลับ เค้าได้โทรมาถามว่าทำไมฉันไม่ได้โทรหาเค้าเลย เวลาตอนนั้นคือนั่งอยู่บนสองแถว ไม่ไว้หน้าใครละ จักไปเป็นชุดเลยค่ะ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันรู้ว่าฉันควรจะรักและแคร์ต้นให้มากกว่านี้ ต้นอยู่ตรงนั้นเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สรุปแล้วการกลับมาเมืองไทยปีนี้เป็นอะไรที่วุ่นวายและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปีนี้ฉันยังไม่อยากกลับเลย แต่ทุกคนก็บอกกับฉันว่ามันเป็นหน้าที่ แล้วฉันก็อยากทำหน้าที่ในปีนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้เวลาคนถามว่าเมย์ เมย์ไหน ทุกคนก็สามารถตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ก็เมย์sos(sound of siam square)งัย

    5/7/2006

    งานพรอม(ตอนจบ)

    (ถ้าใครยังไม่ได้อ่านตอนแรกก็ลงไปอ่านข้างล่างเลยจ้า)

    มันตัดหน้าถามก่อน เย้ๆๆๆๆ กูมีเดทไปพรอมแล้ววุ้ย แต่เอเราก็ถามมันแล้วเราจาไปกลับกลุ่มไหนละ อ้าวชิปหายละ ไปกลับกลุ่มเพื่อนมัน แล้วเพื่อนเราต้องฆ่าเราตายแน่เลย อุตสาห์ตกลงกันมานานนับปี ใจนึงก็ดีใจที่มีเดทไปพรอม อีกใจนึงก็กลัวเพื่อนด่า สรุปแล้วที่เหลือของวันนั้นก็เพื่อนด่าและก็โกรธกันมากมาย รวมถึงวันศุกร์ด้วย ในที่สุดเวลาที่เลวร้ายก็จบลง มาถึงวันงานนั่นเอง ตอนเช้าก็ไปเล่นสวนสนุกกัน (ค่าสวนสนุกแบบว่าแพงชิป)แต่ดีนะที่มีเดท ออกให้หมด หุหุ มีทั้งตีกอลฟ์ โกคารท์ ปีนเขา และอื่นๆอีกมากมาย พอตกเย็นก็ไปเปลี่ยนชุดกันบ้านเพื่อน เสร็จแล้วก็ไปทานข้าว ร้านอาหารอิตตาลี่ (ไม่ต้องออกตังอีกแล้น) แล้วก็มุ่งหน้าไปงานพรอม สถานที่จัดงานปีนี้เป็นแมนชั่นเก่า หรูๆ ในงานพรอมก็สาโลซบ ไปสี่เพลง อิอิ พองานเลิกก็ไปนั่งดูหนังบ้านเพื่อน ดูหนังเสร็จก็กลับบ้าน ประมานตีหนึ่ง พอกลับถึงบ้านก็แบบว่า เอ....ลืมอาไรสักอย่าง อ้าววันนี้ทั้งวันยังไม่ได้เมกเอ้ากะเดทกูเลยอ่า       เฮ้อช่างมันเหอะ ก็ถือว่าเป็นประสปการณ์ดีๆของเราก็ละกัน    วันนี้ก็ยังนั่งๆคิดอยู่  อยากให้มีงานพรอมทุกอาทิตย์เล้ยยยยยยยยยยยย

    5/1/2006

    ไปพรอมมา เย้ๆๆๆ เฮ้อ...

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปงานพรอมมา(สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าพรอมคืออะไร พรอมคืองานเต้นรำที่เขาไปกันเป็นคู่ๆ) เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ต้นปีแล้วหละ ไอเราก็ชอบไปเดทยังไม่มีเลย มีชุดซะละ เราถ่อไปซื้อชุดถึงสยามตั้งแต่ที่อยู่เมืองไทย พอเมื่อตอนต้นปีนี้ก็ตัดสินใจกับเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนไว้ซะดิบดี ว่าจะไปพรอมด้วยกันเหมือนปีที่แล้ว ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี มีคนที่จะมากับกลุ่มเราทั้งหมด11คน เราก็เลยตัดสินใจกันว่าจะเช่ารถลิมโม วันนั้นเป็นวันพุธ ฉันกับเพื่อนสนิทฉันโทรไปทุกบริษัท สรุปแล้วมีรถลิมโมเหลือแค่คันเดียว มันดันบอกว่าต้องไปจ่ายล่วงหน้าอีก ก็เลยกะว่าจาไปจ่ายวันต่อไป พอมาถถึงรร.วันพฤหัส เราก็ถามเพื่อนเราว่าไปจ่ายค่าลิมโมยัง มันบอก...ยัง อ่าวซวยแล้วสิกู ก็เลยให้เพื่อนอีกคนโทรไปถามดูอีกที อ้าวมีคนจองตัดหน้าไปแล้ว ตอนนั้นหงุดหงิดอย่างแรง รีปเข้าเนตหาลิมโมคันโหม่ตอนนั้นระหว่างคาบที่3-4 ตกลงได้มาคันนึงนั่งได้24คน โทรนัดกับบริษัทนั้นเรียบร้อย ตอนนั้นแบบว่าแฮ๊ปปี้สุดๆ เย้ๆๆได้ลิมโมแล้วเรา ต้องไปหาคนเพิ่มอีก เราก็ปรึกษากับเพื่อนๆเราก็เลยบอกว่าเด๋วจาหาคู่เดทให้เรา เราก็ดีใจและก็ตอบตกลงไป เราก็ไปกินข้าวกลางวัน แม่ทำต้มยำกุ้งอิ่มแปร้เลยเรา พอมาถึงคาบที่ 5 ตอนนี้ก็มีแต่คนพูดกันเรื่องพรอม หันซ้ายก็พรอม หันขวาก็พรอม ตัวเองก็ยังนั่งเครียดๆอยู่เพราะยังไม่มีเดทเลย แล้วมันก็มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่หลังเรา มันก็กำลังปรึกษากับเพื่อนอยู่ว่าจาไปขอผู้หญิงคนไหนดี เราก็หันหลังไปกำลังจาอ้าปากถามเลยว่ามันอยากมากับเรามั๊ย....(โปรดติดตามตอนต่อไป)
    4/15/2006

    วันสงกรานต์จ้า

    วันนี้ไปวัดมา ตื่นเต้นมาหลายเดือน รอคอยวันนี้วันเดียว ตื่นเช้าอาบน้ำประแป้ง นั่งรถไปวัดแต่หัววัน นั่งไปมองภูเขามองต้นไม้ไป มองยังงัยก็คิดถึงสงกรานต์ปีที่แล้ว เธอยังจำได้ไหมที่ฉันโทรไปหาเธอ ที่เธอยอมโดดงาน ที่เธอมารับฉันแต่เช้า ปีที่แล้วที่เธอมาด้วยความเต็มใจและความตื่นเต้น เธอขับรถ ฉันนั่งยิ้ม ฉันคืดถึงปีที่แล้วจัง.... ฉันทำใจไว้แล้วว่าปีนี้เธอคงไม่มา พอฉันถึงงานใจฉันมองไปที่ต้นไม้ต้นนั้น จำได้มั้ยที่เธอลากเก้าอี้มาให้ฉันนั่ง จำได้มั้ยที่เธอเอามือถือเธอออกมา แล้วถามฉันว่ามาถ่ายรูปกันมั๊ยจ๊ะ ปีนี้ฉันมองต้นไม้ต้นนั้นแล้วก็ทำใจ ฉันคิดในใจไปกินข้าวดีกว่า นั่งกินส้มตำนั่งกินข้าวผัด ฉันก็นึกถึงปีที่แล้วปีที่แล้วเธอซื้อคูปองอาหารให้ฉัน เธอซื้อคูปองหมดไปยี่สิบกว่าเหรียญ คูปองยาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ฉันนั่งนึกไปถอนหายใจไป กินเสร็จแล้วก็นั่งรอ นั่งไปนั่งมาตาก็เหลือบไปที่ต้นไม้ต้นเดิม พอฉันหันหน้าไปอีกทาง ฉันก็เห็น...เธอ ฉันรีบตบหน้านึกว่าฝันไป ไหนเธอบอกว่าเธอจะไม่มา ไหนเธอบอกว่าเธอจะไปกับแฟน แต่ทำไมเธอถึงเปลี่ยนใจ เธอเดินเข้ามาช้าๆสไตล์ชิวๆ เอ๊ๆๆ แล้วนั่นใครหว่าเดินมาหลังตัวสูงใหญ่ของเธอ อ้าวๆ อ๋อ นึกออกละ แฟนใหม่เธอ เคยเห็นแต่ในรูปไม่นึกว่าวันนี้จะได้เจอตัวจริง ฉันหวัดดีเธอๆยิ้มให้ฉัน แฟนเธอก็...อย่าพูดเลยเดี๋ยวบาป จากนั้นเธอก็ไปซื้อคูปองอาหารให้แฟน ฉันมองดูเขาสองคนฉันก็นึกไปว่า คนที่ยืนตรงข้างเธอตรงนั้น ปีที่แล้วมันเคยเป็นฉัน ฉันก็ทำใจไว้แล้วหละว่าเธอจะไม่มา แต่เธอมาแค่ได้เห็นหน้าเธอ ได้คุยกะเธอสองสามประโยคก็พอใจละ สักพักนึงคนที่เดินต่อมาจาเป็นใครละถ้าไม่ใช่ หนุ่มเหนือสุดหล่อเพื่อนสนิทเธอ ตัวเขาชั่งสูงยาวและแข็งแรง หน้าเขาทั้งใจดีและเต็มไปด้วยความหวัง เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เฮ้ออย่าพูดถึงเขาเลย ชีวิตฉันมันเศร้า ฉันคิดว่าสักวันฉันจะดีพอ ฉันแค่อยากบอกว่า ฉันรักเธอนะพี่สาวและพี่ชายที่แสนดีของฉัน ฉันก็รู้สึกดีใจที่พวกเธอสองคนมาในวันนี้ วันเดียวของปีที่ฉันจะได้เห็นพวกเธอ วันสงกรานต์
    Image Hosted by ImageShack.us

    สงกรานต์ปีที่แล้ว ถึงแม้เวลาเหล่านั้นได้ผ่านมาแล้วแต่ฉันจะไม่มีวันลืม
    Image Hosted by ImageShack.us
    สงกรานต์ปีนี้ ประสปกราณ์ดีๆที่ฉันจะไม่มีวันลืม
    3/15/2006

    พจนานุกวน

    พจนานุกวน.. [อ่านแล้วฮาดี] >> >>> บุหรี่ :ใบยาสูบที่มีกระดาษพันอยู่โดยมีไฟติดอยู่อีกข้างหนึ่งและมีคนโง่อยู่อีกข้างหนึ่ง >> >>> หย่า : Future tense ของคำว่า " แต่งงาน" >> >>> เลกเชอร์ :ศิลปะในการถ่ายทอดข้อมูลจากกระดาษโน้ตของอาจารย์ไปยังกระดาษโน้ตของนักศึกษาโดยที่ไมผ่านหัวสมองของทั้ง2 ฝ่าย >> >>> ประชุม : ความงุนงงของคนคนหนึ่งที่มีมากขึ้นเมื่อเหตุการณ์จบลง >> >>> ยินยอม :ศิลปะในการแบ่งเค้กให้ทุกๆคนโดยทำให้แต่ล่ะคนคิดว่าตนเองได้เค้กชิ้นใหญ่สุด >> >>> น้ำตา:พลังน้ำที่ผู้หญิงสามารถสยบความแข็งแกร่งของพลังงานแห่งความเป็นชายได้ >> >>> พจนานุกรม : ที่เดียวที่คำว่า Success มาก่อนคำว่า Work >> >>> ห้องประชุม : สถานที่ซึ่งทุกๆคนจะส่งเสียงโดยไม่มีใครฟังและไม่มีใครยอมรับอะไร >> >>> เจ้านาย :ใครบางคนที่ชอบมาทำงานเช้าในวันที่คุณเข้างานสายและก็มาซะสายในวันที่คุณมาเช้า >> >>> อาชญากร : ก็เหมือนคนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เพียงแต่ถูกจับได้ >> >>> นักการทูต :คนที่บอกให้คุณไปลงนรกได้ด้วยวิธีพูดที่ทำให้คุณอยากไปแทบจะรอไม่ไหว >> >>> หมอ : คนที่ช่วยชีวิตคุณด้วยยาและฆ่าคุณทีหลังด้วยบิลค่ารักษา >> >>> ทนายความ : คนที่ยื่นมือเข้าช่วยคนทำผิดกฎหมายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย >> >>> นักโฆษณา :คนที่รู้จักเลือกพูดแต่ความจริงเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการเฉพาะครึ่งที่ดี >> >>> นักร้องวัยรุ่น : เด็กหนุ่มสาวที่มีหน้าตาเป็นอาวุธและเครื่องแต่งเสียงกับsound engineer เป็นเพื่อนตาย >> >>> หมอดูลายมือ :คนแปลกหน้าที่สามารถจับมือแฟนคุณได้ต่อหน้าต่อตาโดยไม่โดน... >> >>> ข่าวลือ : สิ่งที่มีประสิทธิภาพไวกว่าแสง >> >>> ประสบการณ์ : ชื่อที่มนุษย์ตั้งให้กับความผิดพลาดที่ทำในอดีต >> >>> หาว : จังหวะเดียวในชีวิตที่ผู้ชายที่แต่งงานแล้วบางคนมีโอกาสได้อ้าปาก